ครีมหน้าขาวใส

ครีมหน้าขาว กับ ครีมหน้าใสเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ครีมหน้าขาว (whitening Cream)

คือ ครีมปรับสีผิวให้ขาว ซึ่งส่วนสำคัญ ก็คือครีมกันแดด โดยสารปกป้องแสงแดด จะดูดซับรังสีอัลตรา ไวโอเลตไว้ ไม่ให้ไปกระตุ้น เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ทำให้สีผิวค่อยๆขาวขึ้น ผลิตภัณฑ์บางตัว อาจผสมกรดอ่อนๆ เช่น AHA (กรดผลไม้) หรือ BHA ช่วยผลัดผิวซึ้งมีปริมาณเม็ดสี เมลานินสูงออก

ส่วนวิตามินซีและอี ในปริมาณที่สูง จะช่วยในเรื่องของอนุมูลอิสระ ที่กระตุ้นการทำงาน ของเซลล์สร้างเม็ดสี แต่ในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย มักมีปริมาณวิตามินซีที่ต่ำ ประโยชน์จึงน้อยมาก แต่ถ้าหากเราสามารถ หลีกเลี่ยงจากแสงแดดได้ เราก็ไม่จำเป็น ต้องใช้ครีมหน้าขาวใดเลย

แต่ครีมกันแดด ก็ยังคงจำเป็น เพราะถึงแม้คุณนั่งทำงาน ในออฟฟิศทั้งวัน ไม่พบเจอแสงแดดเลย แต่คุณรู้ไหมว่า อีก 1 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผิวไหม้ หมองคล้ำ ก็คือแสงจากหลอดไฟ ที่เราเปิดเวลากลางคืนนั้นเอง ซึ่งออฟฟิศจำเป็น ต้องเปิดไฟในการทำงานทุกวันครีมหน้าขาวใส

ครีมหน้าใส (moisturizing Cream)

คือ ครีมเพิ่มความชุมชื่น ผิวของวัยรุ่น มีความชุ่มชื่นสูง และโปร่งแสง และเมื่อผ่านช่วงวัยรุ่นไป ผิวหนังชั้นคลี้ไคล อาจแห้งโปร่งแสงน้อยลง

เพราะเซลล์ผิวหนัง (keratinocyte) ซึ่งทำหน้าที่ สร้างหนังขี้ไคล ในวัยกลางคน มีการสร้างสารเคอราตินผิดปกติ หนังขี้ไคลจึงติดแน่น ไม่ลื่น ไม่เลียบ แห้งหยาบ ขาดความชุ่มชื่น

ดังนั้น การใช้ครีมหน้าใส จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ที่ผิวหนังกำพร้า และทำให้แสง ผ่านผิวได้ดีขึ้น ส่วนการทำทรีทเมนต์ผลไม้ ทำให้ผิวดีขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น

เพราะเซลผิวหนังยังคงสร้างเคอลาตินแบบเดิม มาทดแทน ส่วนกรดวิตามินเอ พบว่าสามารถ ช่วยฟื้นฟูผิวหนังได้บ้าง ในระหว่างทายา แต่ก็แค่ในระยะเวลาสั้นๆ แค่นั้น

สารที่เพิ่มความชุ่มชื่น ในครีมหน้าใส คือน้ำมันสกัดต่างๆ และสารอุ้มน้ำเช่น อิลาสติน คอลลาเจน หรือกรดไฮยาลูโลนิค บางสูตรอาจทำผสมวิตามิน เอ ซี อี และสารสกัดจากสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ในตัวครีมแต่ละชนิด

ครีมหน้าขาวใส ที่อันตราย สังเกตุได้อย่างไร

1. ครีมที่ผสมสารปรอทลงไปประมาณ 8 % ซึ่งถือว่าสูงมาก และยังผสมสเตียรอยด์อีกด้วย ซึ่งมีการทดสอบครีมหน้าขาวใสกับกระดาษสีเข้ม แล้วพบว่า ครีมที่ผสมสารปรอท จะเปลี่ยนกระดาษสีเข้มให้กลายเป็นสีอ่อนได้ ภายใน 24 ชั่วโมง

ส่วน ครีมหน้าขาวใส ที่ไม่เป็นอันตราย จะสามารถเปลี่ยนกระดาษสีเข้ม ให้เป็นสีอ่อนได้ภายใน 7-14 วัน ส่วนสเตียร์รอยด์จะให้ผลในการลดผดผื่น หน้าจึงเรียบเนียนขึ้น ภายในเวลาไม่ถึง1 อาทิตย์ ผิวหน้าก็ขาวกระจ่างใส อย่างเห็นได้ชัด แต่หากนำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ตั้งทิ้งไว้สักประมาณ 1 เดือน จะเริ่มสังเกตุเห็น ลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนไป เช่น

  • ครีมจะเปลี่ยนเป็นสีเทา สีคล้ำๆ หรือเหมือนน้ำเน่า
  • ครีมจะเกิดการแยกชั้น ส่วนที่เป็นของเหลว และเป็นน้ำจะลอยขึ้นด้านบน
  • บรรจุภัณฑ์เปื่อยและผุ

2. ผู้ประกอบการบางราย นำเอาส่วนผสมจากสารเคมี และเนื้อครีมที่ดี ไปผสมกับสารปรอทไฮโดรควิโนน และสเตียรอยด์ เผื่อลดต้นทุนการผลิต เพราะส่วนผสมของ Whitening ที่มีคุณภาพ อย่างเช่น Alpha-arbutin นั้น มีราคาสูงมาก

ทำให้ต้นทุนแพง และเมื่อผู้บริโภคต้องการเห็นผลเร็ว จึงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ผู้ประกอบการ ทำการกระทำดังกล่าวได้ง่าย สิ่งสำคัญ ที่ควรสังเกตคือ หากครีมถูก และเห็นผลเร็วกว่า 1 อาทิตย์

ให้สงสัยเลยว่า น่าจะเป็นของอันตราย เพราะมีครีมขาวใสหลายยี่ห้อ ที่นำส่วนผสมมาจากจีนทั้งหมด ทำการผลิต และทำในจีน นำำเข้าจากจีน แต่เขียนบนฉลากว่า Made in USA ก็มี รายละเอียดของฉลากนั้น ไม่ควรรีบสรุปจากความเชื่อ ว่าเป็นของดี ควรต้องดูปัจจัยหลายๆอย่าง ประกอบกัน

3.“ครีมกวนมือ” เป็นอีกตัว ที่ควรระวังเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นครีมที่ผู้ประกอบการ ซื้อครีมจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมาผสมเอง โดยไม่ได้รับการควบคุมคุณภาพ โดยผู้ช่วยชาญ และไม่ได้ทำในห้องแล็ป ที่มีคุณภาพ

ซึ่งสิ่งที่สังเกตุเห็นได้ชัดคือ เมื่อทิ้งไว้ 1 เดือน ครีมจะเริ่มแยกน้ำแยกเนื้อ และบรรจุภัณฑ์ก็มีสีเปลี่ยน และหลุดร่อนได้ง่ายครีมเหล่านี้มีต้นทุนที่ถูกมาก แต่ผู้จำหน่ายนำมาขาย ในราคาที่แพงมาก โดยใช้ช่องโว่ที่ว่า “ของแพงมักจะดี ของดีมักไม่ถูก” และคนขายก็ไม่กล้าใช้เองด้วย เพราะรู้ดีว่า ในครีมนั้นเป็นอะไร และเป็นอย่างไรสังเกตุครีม

หากมีการลดราคาครีม แบบยิ่งกว่าลดแลกแจกแถม แสดงว่าครีมนั้นใกล้เสื่อมคุณภาพแล้ว จึงต้องรีบขายออก ให้เร็วที่สุด ดังนั้นเวลาซื้อครีม จึงต้องถามคนขายด้วย เช่น

1.ใช้เองหรือเปล่า แล้วลองสังเกตคำตอบ หรือคำอธิบาย ถ้าเค้าอธิบายแบบวกไปวนมา ดูว่าคำตอบนั้น ตอบตรงประเด็นหรือหรือไม่

สามารถแนะนำครีม แต่ละประเภทด้วยความคล่องแคล่ว จากประสบการณ์เหมือนผู้ใช้จริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ ได้หรือไม่

2.ผลิตที่ไหน (แต่ก็วัดอะไรไม่ค่อยได้มาก) ควรจะดูความโปร่งใส ของผู้ขายว่า สามารถให้ตรวจสอบ ได้มากน้อยเพียงใด

3.ถ้ายังไม่แกะบรรจุภัณฑ์ ครีมสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ เพราะ ครีมดีๆจะเก็บไว้ได้หลายปี ไม่ใช่หลายเดือน ส่วนครีมที่แกะบรรจุภัณฑ์แล้ว

ครีมที่มีวิตามินซี หรือสารละลายง่าย ก็ไม่ควรจะเก็บไว้นานเป็นปี เพราะทุกครั้งที่เปิดใช้ สารจะสลายไปเรื่อยๆ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ยกเว้นผลิตภัณฑ์ ที่เป็นรูปแบบกด จะเก็บไว้ได้นาน

อย่างไรก็ตาม การดูรายละเอียดบนฉลาก ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้หมายความว่า เรื่องจริงจะเป็นไปตามนั้นเสมอ แต่ฉลาก สามารถสืบสวนแหล่งที่มาได้ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้เอง

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรจะพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งตัวผู้ขายเองว่า ใช้เองหรือไม่ ครีมดีอย่างไร และที่สำคัญ ยินยอมให้ตรวจสอบ อย่างโปร่งใส มากน้อยเพียงใด เพราะตัวผู้ขายเอง เป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่า ครีมที่ตนเอามาขายนั้น มีคุณภาพอย่างไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>