ครีมลอกผิวขาว

ครีมลอกผิวขาว ด้วยสารเคมี

ครีมลอกผิวขาว

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “การลอกผิว” กันมาบ้าง หรือถ้าเป็นคำที่ชัดเจนกว่าก็คือ “การลอกผิวด้วยสารเคมี “  หรือ “ครีมลอกผิวขาว”  หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Chemical Peeling (เคมิเคิล พีลลิ่ง)

ก่อนอื่น เราต้องรู้จักผิวหนังของเราเองเสียก่อน ว่าผิวหนังนั้นประกอบด้วยชั้นต่างๆ หลายชั้นคือ หนังกำพร้า หนังแท้ โดยที่เซลล์ผิวหนัง ในชั้น หนังกำพร้าจะมีการสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา การสร้างเซลล์นี้จะเริ่มจากชั้นลึก และจะเคลื่อนจากชั้นลึกขึ้นสู่ชั้นบน หลังจากที่ถูกใช้งานไปได้ราวๆ 15 วัน เซลล์ผิวนอกสุดก็จะตายและลอกออกไปในรูปของขี้ไคล นี่คือสภาพการณ์ตามปกติของการใช้งานผิวหนังของเราค่ะ

การลอกผิวด้วยสารเคมี เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการปรับปรุงสภาพผิวของเรา โดยการใช้สารเคมีที่มีผลทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกจากการเกาะเกี่ยวกันกับหนังแท้ของเรา ซึ่งในที่สุดเจ้าเซลล์เหล่านี้ก็จะลอกออก หลุดไปไกลๆ จากผิวของเรา

และเมื่อเซลล์เก่าๆ โดนลอกออกไปแล้ว เซลล์ใหม่ๆ ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากด้านล่างเจริญเติบโตปกคลุมขึ้นมา ซื่งเซลล์ใหม่เหล่านี้ก็จะนุ่มนวลกว่า มีรอยเหี่ยวย่นน้อยกว่า ด้วยวิธีการแบบนี้เราเลยเรียกว่า ครีมลอกผิวขาว ด้วยสารเคมี

โดยในบางครั้งที่ผิวหนังมีการอักเสบจากการใช้สารเคมี เชื่อว่าจะทำให้มีการหลั่งสารหลั่งบางชนิดไปกระตุ้นให้มีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เพิ่มมากขึ้น สารเคมีที่ใช้ในการลอกผิวบางชนิดก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไป

โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตใดๆ แต่บางชนิดนั้นจะมีความรุนแรงสูง ซึ่งควรจะต้องมีการควบคุมการใช้งานโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณและความงามนะคะ

สารเคมีที่ใช้ใน “ครีมลอกผิวขาว”

1. ใช้กรด AHA ชนิดต่างๆ (เอเอชเอ, Alpha Hydroxy Acids)

กรด AHA นี้เป็นกรดผลไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบได้มากในนมเปรี้ยวและน้ำมะเขือเทศ เรียกได้ว่าเป็นกรดที่มีความแรงน้อยที่สุดในบรรดากรดที่ใช้ในการลอกผิวเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นขนาดเล็กๆ ผิวแห้งเป็นหย่อมๆ

สีผิวที่ไม่เรียบเนียน และแก้ไขปัญหาสิว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทำความสะอาดบางชนิดอาจจะผสมกรดชนิดนี้ลงไปด้วยในปริมาณต่ำเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณเรียบเนียนขึ้น จริงๆ แล้วกรดผลไม้หรือ AHA เหล่านี้ยังแบ่งออกได้อีกหลายชนิดดังนี้ค่ะ

  •  กรดซิตริก (Citric acid) ได้มาจากผลไม้จำพวกส้ม สับปะรด และมะนาว (โอ้วอร่อยค่ะ) จะลอกผิวได้ง่ายและได้ประสิทธิภาพที่ดี แต่อาจจะต้องทำหลายๆ ครั้งติดต่อกัน
  • กรดไกลโคลิก (Glycolic acid) จะได้มาจากอ้อย ทำหน้าที่ขัดผิวโดยจะพยายามลอกเอาชั้นนอกสุดของผิวหนังออก ปกติจะใช้กันในความเข้มข้นราวๆ 30-70% ถ้าใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้นอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ บางทีมีการใส่สารเคมีบางอย่างลงไปด้วยเพื่อลดอาการระคายเคือง แต่สารเคมีเหล่านั้นบางชนิดก็ไม่ได้รับการยอมรับให้ใช้ในเครื่องสำอางได้อย่างปลอดภัยนัก
  • กรดแลคติก (Lactic acid) จะได้จากนมเปรี้ยว เจ้ากรดชนิดนี้จะลอกเอาเซลล์ที่ตายแล้วออก และทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
  • กรดมาลิก (Malic acid) เป็นกรดที่ได้จากผลแอปเปิ้ล สามารถเปิดรูขุมขนและทำให้บรรดาสิ่งสกปรกอุดตัน เช่นไขมัน ซากเซลล์ที่ตายแล้ว หรือบรรดาเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่หลุดออกมา นั่นคือสามารถบรรเทาแก้ไขอาการสิวได้ด้วย
  •  กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) เป็นกรดผลไม้ที่ได้จากการสกัดผลองุ่น สามารถใช้ประโยชน์ในการลอกผิวได้เช่นกัน

กรดผลไม้เหล่านี้ที่ใช้ในการลอกผิวจะมีความเข้มข้นประมาณ 1-15% ความเข้มข้นที่น้อยที่สุดที่พอจะทำให้ผิวลอกได้คือประมาณ 4% ส่วนความเข้มข้นที่เกินกว่า 20% ไปแล้วจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ดูแลจัดการให้

โดยทั่วไปการลอกผิวด้วยกรด AHA จะไม่ถึงกับแก้ไขปัญหารอยเหี่ยวย่นมากๆ เช่นรอยตีนกาได้ และอาจจะทำให้เกิดอาการแสบ เป็นรอยแดง เกิดอาการระคายเคือง ทำให้ผิวแห้ง และจะต้องทำหลายๆ ครั้งเพื่อให้ได้ผลที่ดีค่ะ

2. ใช้กรด BHA (บีเอชเอ, Beta Hydroxy Acid)

กรดชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีฤทธิ์อ่อนกว่า AHA แต่ว่าสามารถเข้าทำความสะอาดในรูขุมขนได้ลึกกว่า จากการศึกษาพบว่ากรด BHA นี้สามารถควบคุมความมัน สิว

และสามารถกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกมาได้ดีกว่า AHA เนื่องจากกรด AHA นั้นทำงานเฉพาะที่ผิวด้านบน แต่ BHA ทำงานลึกลงไปในผิวอีก ตัวอย่างของกรด BHA ก็เช่นกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ความเข้มข้นที่ใช้กันอาจจะอยู่ราวๆ 30-50%

3. ใช้สารละลายเจสเนอร์ (Jessner’s peeling)

เป็นส่วนผสมที่คิดค้นขึ้นโดยแพทย์ผิวหนังชาวอเมริกัน-เยอรมัน แมกซ์ เจสเนอร์ (Dr. Max Jessner) โดยผสมกรดซาลิไซลิก 14%, กรดแลกติก และรีซอร์ไซนอล (Resorcinol หรือก็คือ dihydroxy benzene) ลงในฐานที่เป็นเอธานอล

โดยเชื่อว่าสารละลายนี้สามารถทำลายการเชื่อมโยงกันของเซลล์ระหว่างคีราไทโนไซต์ (Keratinocytes) ต่างๆ เชื่อกันว่าสารละลายนี้จะไม่ทำให้เกิดการลอกผิวที่มากเกินไปเนื่องจากส่วนผสมนั้นเจือจางและไม่รุนแรงนัก

4. กรดเรติโนอิก (Retinoic acid)

กรดชนิดนี้ควรจะใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ การลอกผิวด้วยกรดชนิดนี้จะลงไปลึกกว่าการใช้กรด BHA อีก และจะใช้ได้ในการลอกรอยแผลเป็น รอยเหี่ยวย่น สีผิวที่ผิดปกติไม่ราบเรียบออก มักจะใช้ร่วมกับสารละลายเจสเนอร์ โดยใช้สารละลายเจสเนอร์เพื่อเปิดผิวก่อน

เพื่อให้กรดเรติโนอิกสามารถซึมเข้าไปในผิวได้ลึกลงไปอีก การลอกผิวจะเกิดขึ้นหลังจากทำเช่นนี้ไปได้สามวัน หากมีการลอกผิวซ้ำหลายครั้ง จะทำให้ได้ผลดีขึ้นไปอีก แต่อย่าลืม การใช้กรดชนิดนี้จะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

5. กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic acid)

เป็นกรดที่สามารถซึมลงได้ลึกกว่า AHA แต่ไม่ลึกมากจนเกินไป จะใช้กันที่ความเข้มข้นจาก 20-50% เมื่อความเข้มข้นมากขึ้นก็จะซึมลงไปได้มากกว่า ปกติแล้วไม่ควรใช้ความเข้มข้นเกินกว่า 35% หากไม่ได้ทำด้วยผู้เชียวชาญจริงๆ เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดแผลได้ กรดนี้

  • ได้รับความนิยมในการใช้กับผู้ที่มีผิวเข้มมากกว่า ฟีนอล (Phenol)
  •  ช่วยกำจัดริ้วรอยขนาดเล็กๆ ได้
  • แก้ไขปัญหาผิวที่มีเม็ดสีผิดปกติ
  •  อาจจะต้องใช้ร่วมกับการลอกผิววิธีอื่นเช่นการใช้ร่วมกับครีม AHA
  • ต้องใช้ร่วมกับการใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • อาจจะต้องทำหลายรอบสักหน่อยเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
  •  ใช้เวลาหายนานหน่อย อาจจะหลายวันขึ้นกับความลึกในการลอกผิว

6. ฟีนอล (phenol)

สารนี้เป็นอนุพันธุ์ของน้ำมันดิน เป็นสารเคมีที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดใช้ลอกหน้าชนิดลึก (deep peels) ดังนั้นแล้วจะต้องได้รับการใช้ด้วยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และผิวต้องได้รับการป้องกันการถูกแสงแดดเป็นอย่างดีระหว่างและหลังจากที่ทำการลอกผิวเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การลอกหน้า เป็นการลอกเอาผิวหนังใบหน้า ส่วนที่เป็นแผล รอยย่น หรือรอยด่างดำซึ่งเกิดจากแสงแดด หลังลอกหน้าผิวหนังจะดูอ่อนกว่าวัย และมีความตึง การลอกหน้าเพื่อให้ผิวหน้าใส เหมือนทารกหรือที่เรียกว่าการทำเบบี้เฟซ

เป็นที่นิยมกันทั้งสถานเสริมสวย ที่มีแพทย์ผิวหนัง และสถาบันเสริมสวยทั่วไป การลอกหน้าไม่สามารถลบรอยแผล หรือรอยย่นที่ลึก การลอกหน้ามีด้วยกันหลายชนิดได้แก่

  1. การใช้สารเคมี
  2. การใช้เลเซอร
  3. การผ่าตัด

การการเปลี่ยนแปลงของผิวชนิดของโรค ความลึกของรอยโรค การลอกหน้าแบ่งตามลึกได้แก่

ลอกผิวขาวด้วยเคมี

  1. การลอกหน้าชนิดผิวหรือชนิดตื้น( superficial )
  2. การลอกหน้าชนิดปานกลาง( medium )
  3. การลอกหน้าชนิดลึก ( deep )

จะเห็นได้ว่าการลอกหน้ามีทั้งลอกชนิดตื้น และชนิดลึกซึ่งอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อน การลอกหน้าตามสถาบันเสริมสวยอาจจะไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการอบรม ดังนั้นท่านควรจะเลือกสถาบันซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญการ และผ่านการอบรมลอกหน้าเพื่อลดอาการแทรกซ้อน

ครีมลอกผิวขาว กับการเตรียมตัวก่อนใช้

แพทย์อาจจะแนะนำให้ท่านใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ ทาใบหน้าเพื่อที่จะให้หน้ามีผิวบาง ยาที่ใช้ลอกหน้าจะได้ซึมผ่านอย่างสะดวก สำหรับท่านที่แพ้ครีมที่มีวิตามินเอ

ท่านอาจจะใช้กรดผลไม้แทนก็ได้สำหรับท่านที่มีปัญหาเรื่องผิวมีสีคล้ำ อาจจะใช้สารที่ทำให้สีขาว เช่นHydroquinone นอกจากนั้นท่านอาจจะต้องหาคนมาเป็นเพื่อน และลางานในกรณีที่ต้องการลอกชนิดลึก

1.การลอกหน้าชนิดผิวหรือชนิดตื้น( superficial )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกเฉพาะชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล หรือชั้น epidermisซึ่งเป็นเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป การลอกหน้าชนิดนี้เหมาะสำหรับ

  • สภาพผิวที่เริ่มมีรอยย่นไม่มาก เป็นรอยเล็ก
  • ผิวสีไม่สม่ำเสมอ จางๆ
  •  ผิวมีจุดกระดำกระด่าง
  • มีแผลเล็กน้อยๆ

ข้อดีของการลอกชนิดนี้

  • ทำได้เร็ว
  • ระยะเวลาที่ผิวหนังกลับสู่ปกติสั้น

วิธีการลอก

แพทย์อาจจะให้ผู้ป่วยทาหน้าด้วยกรดผลไม้ หรือครีมที่มีส่วนประกอบของ AHA ทาผิวหน้าด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนลอกหน้า เพราะหากผิวเรียบและผิวสะอาดจะทำให้การลอกหน้าได้ผลดีขึ้น

วันที่จะไปลอกหน้าไม่ควรทาเครื่องสำอาง เพราะหากล้างออกไม่หมดอาจจะทำให้หน้าไม่สม่ำเสมอ การลอกหน้าแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอน และปิดตาด้วยผ้าก็อซเพื่อไม่ให้น้ำยาเข้าตา

แพทย์หรือผู้ช่วยจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แพทย์จะใช้น้ำยาลอกหน้าซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กรดผลไม้ทาทั่วหน้า การลอกหน้าชนิดนี้จะไม่ปวดแสบร้อนมาก อาจจะมีอาการระคายเคือง หรือคันๆเล็กน้อย ทาทิ้งไว้2-3 นาที

แล้วล้างครีมออกด้วยน้ำเปล่า หลังลอกหน้าผิวจะมีสีชมพูเล็กน้อย ผิวอาจจะบวมขึ้นเล็กน้อย รอยด่างหรือแผลจะดีขึ้น การลอกหน้าอาจจะต้องลอกต่อเนื่องหลายครั้ง แต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อสำคัญคือหลังลอกหน้าต้องทาครีมกันแสงที่มีค่า SPF อย่างต่ำ15 ทุกวัน

2.การลอกหน้าชนิดปานกลาง( medium )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกผิวหนังชั้นนอกสุด หนังชั้นกำพร้า และส่วนบนของหนังแท้ให้หลุดออกมา จำเป็นต้องใช้น้ำยาที่แรงกว่าการลอกชนิดตื้น ส่วนใหญ่ใช้สาร Trichloroacetic acid (TCA) การลอกชนิดนี้เหมาะสำหรับ

  • ผิวหนังที่เป็นมะเร็งผิวหนัง
  •  ผิวมีรอยด่างดำมาก
  •  ผิวมีแผลเป็นหลุมเป็นบ่อมาก
  •  ผิวมีรอยย่นหรือเหี่ยวมาก

วิธีการลอก

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ยานอนหลับหรือยาชา แต่จะใช้พัดลมเป่าเพื่อลดอาการปวดแสบร้อนโดยจะทายาไว้บนผิวหนัง 10-15 นาทีและตามด้วยการประคบเย็น หลังลอกหน้าผิวจะมีสีขาวคล้ายเนื้อครีม

ต่อมาผิวจะบวมและมีสีแดง ตาอาจจะบวม อีก 2-3 วันผิวจะลอกเป็นขุยและสะเก็ดเป็นแผ่นสีดำเหมือนผิวไหม้จากแดดผิวจะไหม้ดำอยู่นาน 1-2 สัปดาห์ การลอกหน้านี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าชนิดตื้น อาจจะเกิดรอยแผลดำ ซึ่งกว่าจะจางต้องใช้เวลาหลายเดือน มีโอกาสเป็นแผล

3.การลอกหน้าชนิดลึก ( deep )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกทั้งชั้นผิวหนังชั้นนอก หนังกำพร้า และหนังแท้ ก่อนการลอกหน้าแพทย์จะต้องทราบประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ แพทย์อาจจะต้องให้ยานอนหลับ

หรือยาชาร่วมด้วยดังนั้นจะต้องมีเพื่อนไปด้วย สารเคมีที่ใช้คือ phenol หากใช้มากเกินไปและมีการดูดซึมมากอาจจะเกิดผลเสีย ดังนั้นแพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิต และติดตามการเต้นของหัวใจ การลอกหน้าชนิดลึกเหมาะสำหรับแก้ไขแผลเป็นผิวหนัง ผิวกระดำกระด่าง ผิวตกกระในสูงอายุ

หลังการลอกหน้าจะมีอาการบวมแดง และมีน้ำเหลืองไหล ตกสะเก็ดและลอกออกมา บางคนอาจจะมีเลือดออก ผิวจะลอกออกใน 2สัปดาห์แต่จะกลับเป็นธรรมชาติในหลายเดือน

การลอกชนิดลึกจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นแผลเป็นถาวร ผิวฝ่อ หรือมีการเปลี่ยนผิวสีถาวร ดังนั้นการจะลอกหน้าชั้นลึกต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรลอกหน้าชนิดลึกในร้านเสริมสวยเป็นอันขาด

การลอกหน้าไม่ว่าจะเป็นชนิดตื้นหรือลึกจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด และต้องใช้ครีมกันแสงแดดเสมอ เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหนังดำขึ้นมา การลอกหน้าไม่สามารถแก้ไขรอยย่นหรือถุงน้ำใต้ตา ไม่สามารถรักษาเส้นเลือดฝอยขยายตัว หรือแผลลึก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>