ครีมกันแดดที่ดีที่สุด

ครีมกันแดดที่ดีที่สุด ต้องไม่มองข้าม 6 สิ่งนี้

1.ครีมกันแดดส่วนใหญ่ ป้องกันได้เฉพาะ UVB

เพราะในแสงแดด นอกจากจะมี รังสี UVB ที่สามารถส่องทะลุ ได้ถึงชั้นหนังแท้ จนก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และริ้วรอยเหี่ยวย่นได้แล้ว ยังมี รังสี UVA ซึ่งเป็นตัวการ ทำให้ผิวหนังไหม้ และเกิดจุดด่างดำด้วย

ครีมหรือโลชั่นกันแดด จำนวนมาก ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด กลับระบุว่ามีค่า SPF (Sun Protecting Factor) ที่ป้องกันได้เฉพาะรังสี UVBเท่านั้น ซึ่งหมายถึง ครีมหรือโลชั่นขวดนั้นๆ สามารถป้องกัน ริ้วรอยเหี่ยวย่น และ มะเร็งผิวหนังได้ แต่อาจไม่เพียงพอ ที่จะป้องกันผิวคุณ ไม่ให้เกิดรอยไหม้ หรือจุดด่างดำ

ถ้าอยากป้องกัน ผิวสวยให้ครบสูตร คุณควรหาครีมกันแดด ที่นอกจากจะมีค่า SPF ที่ป้องกัน UVB ได้แล้ว ยังควรมีค่า PA (Protection Grade of UVA) ที่ป้องกันรังสี UVA ได้ด้วย ถึงจะเรียกได้ว่าเป็น “ครีมกันแดดที่ดีที่สุด”

2. ค่า SPF สูงเกินไป ไม่ได้หมายความว่าเป็น ครีมกันแดดที่ดีที่สุด แต่ยังทำให้เกิดโทษต่อผิวอีกด้วย

ครีมกันแดดที่ดีที่สุด

ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ไม่ได้ดีต่อผิวเสมอไป เพราะหากคุณไม่ได้ไปออกแดดแรงจัด แต่ดันชโลมครีม ลูบไล้โลชั่นที่มีค่า SPF ระดับสูงมากๆ เช่น SPF70 หรือ SPF90

แทนที่ผิวจะปลอดภัย กลับกลายเป็นได้รับสารเคมีเพิ่มเข้าไปในผิวซะอย่างงั้น โดยเฉพาะหากคุณเป็นผู้ที่มีผิวบอบบาง และแพ้ง่าย การใช้ครีมที่มีค่า SPF สูง อาจทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองได้ง่ายๆ

วิธีที่ดีที่สุด สำหรับผู้มีผิวบอบบางคือ การใช้ครีมหรือโลชั่นกันแดด ที่มีค่า SPF ต่ำลงมาสักหน่อย และขยันทาให้บ่อยครั้งอีก ซึ่งอาจคำนวณเองได้ง่ายๆ

โดยการนำตัวเลขที่ต่อท้าย SPF มาคูณด้วย 30 ผลลัพธ์ที่ได้ ก็จะหมายถึง จำนวนนาที ที่ครีมกันแดดนั้น จะป้องกันรังสี UVB ได้ เช่น SPF15 ให้นำ 15 x 30 จึงเท่ากับครีมนั้น สามารถป้องกันรังสี UVB ได้นาน 450 นาที

3.ความร้อนทำครีมกันแดดเสื่อมสภาพ

การเก็บครีม หรือโลชั่นกันแดด ไว้ในสถานที่ร้อนจัดนานๆ อาทิ ในรถยนต์ ที่มักจอดกลางแดดที่ร้อนระอุ หรือพกพา ครีมกันแดดไปริมทะเล แล้วตากแดดจ้าไว้นานๆ สามารถทำให้ครีมกันแดดของคุณหมดอายุเร็วกว่า ที่ระบุไว้บนฉลากนับปีเลยทีเดียว

หากอยากให้ ครีมกันแดด มีประสิทธิภาพยาวนาน ตามที่ควรจะเป็น ก็ควรเก็บรักษาไว้อย่างเหมาะสม ไม่นำไปตากแดด หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เป็นเวลานาน แต่ไม่ต้องถึงกับใส่ไว้ในตู้เย็น

เพราะอากาศที่เย็นจัด เกินไป อาจทำให้ครีมเป็นไข แถมประสิทธิภาพ บางอย่างในตัวครีม ก็อาจถูกทำลายไปด้วย แนะนำว่า เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องที่ไม่โดนแสงแดด ส่องถึงก็เพียงพอแล้ว

4.ต้องทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อออกแดดจัด

เมื่อออกแดดจัด เช่น เล่นน้ำทะเล โต้คลื่นลม มักจะ ลืมเวลาที่จะทาครีม หรือโลชั่นกันแดด ซ้ำอีกครั้ง ทั้งที่ส่วนใหญ่ ด้านข้างผลิตภัณฑ์มักระบุไว้ชัดว่า ควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เมื่อออกแดด

การออกแดด หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง นานเกินไป จะส่งผลเสียต่อผิวมาก เพราะผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง มีแนวโน้มเกิดผิวไหม้เกรียมมากกว่าผู้ที่ทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง ถึง 5 เท่า

5.เปลือยผิวออกแดดเพียง 5 ครั้ง ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังแล้ว

รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่คุณออกแดด โดยไม่ทาครีมกันแดด จนผิวไหม้เกรียม 5 ครั้ง ก็ทำให้ คุณมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่าจะเห็นได้ว่า แสงแดดทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คุณคิด

6. สภาวะโลกร้อน ควรใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจุบันก๊าซโอโซน (Ozone) ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสี UV ระดับอันตรายจากแสงอาทิตย์ให้แก่โลก มีปริมาณลดลงกว่า 40% จึงส่งผลให้มนุษย์ มีโอกาสได้รับ ปริมาณรัง สียูวีเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งบ่งบอกว่า ปัจจุบันแสงแดด ทำร้ายผิวคุณได้ทุกขณะ การทาครีมป้องกันแสงแดด จึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และเพื่อให้ผิวสวยใส ไร้จุดด่างดำ

ครีมกันแดดที่ดีที่สุด มีวิธีเลือก อย่างไร ให้เหมาะกับผิว

การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับผิว 4 ประเภท

  1. ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวบางมาก เกิดผิวไหม้ง่ายมากหลังสัมผัสกับแสงแดด จึงจำเป็นต้องใช้ ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF สูง ๆ (SPF 45-60)
  2. ผิวขาวอมชมพูในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บอบบางมาก เกิดผิวไหม้ได้ไว เกิดผิวสีแทนได้ ควรใช้ ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45)
  3. ผิวขาวเหลืองในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้างจึงสามารถทนต่อแสงแดด การเกิดผิวหนังร้อนแดงได้ช้ากว่าผิว 2 ชนิดแรก ควรเลือก ครีมกันแดด ชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30)
  4. ผิวคล้ำ มีเมลานินสูง ผิวสีน้ำตาลไม่เกิดการไหม้ ไม่เกิดสีแทน ใช้ ครีมกันแดด ที่มี SPF ต่ำ (SPF 15)

SPF ค่าสูงป้องกันได้นานกว่า ไม่ใช่ป้องกันได้ดีกว่า
SPF (Sun Protection Factor) บ่งบอกถึงระดับความยาวนานของการป้องกันแสงแดดโดยไม่ทำให้ผิวร้อนแดง โดยค่าสูงสามารถปกป้องได้ยาวนานกว่าค่าต่ำ ทำให้ไม่ต้องทาครีมบ่อย

  • สำหรับผู้มีผิวขาวชนิดที่ 1-3
  1. ครีมกันแดด ที่มี SPF 15 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (15 x 5) = 75 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 15 นาที
  2. ครีมกันแดด ที่มี SPF 30 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (30 x 5) = 150 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 30 นาที
  3. ครีมกันแดด ที่มี SPF 60 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (60 x 5) = 300 นาที หรือ 5 ชั่วโมง
  • สำหรับผู้มีผิวคล้ำ ชนิดที่ 4
  1. ครีมกันแดด ที่มี SPF 15 มีระยะเวลาที่ทำให้ผิวร้อนแดง(15 x 15) = 225 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 45 นาที
  2. ครีมกันแดด ที่มี SPF 30 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (30 x 15) = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 30 นาที
  3. ครีมกันแดด ที่มี SPF 60 ป้องกันผิวก่อนร้อนแดงได้นาน (60 x 15) = 900 นาที หรือ 15 ชั่วโมง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราควรเลือก ครีมกันแดด ที่เหมาะสมกับผิวของตนเอง เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะผิวแต่ละชนิดเหมาะกับ ครีมกันแดด ที่แตกต่างกัน

หากเราใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น และดูแลอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าไม่มีปัญหา หรือโรคร้ายใดจะเข้าใกล้ผิวคุณได้อย่างแน่นอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>