เคล็ดลับหน้าใส  สูตรจากธรรมชาติ

เคล็ดลับหน้าใส

  • มะขาม

ช่วยแก้ไขปัญหาผิวแห้งกระด้างเป็นขุย
มะขามเป็นความงาม จากก้นครัวอีกชนิดหนึ่ง ที่ถือเป็น  “เคล็ดลับหน้าใส ” ที่ใช้กันต่อเนื่อง มายาวนาน บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายในยุคเก่า คุ้นเคยกันมาก กับการนำมะขาม มาใช้อาบน้ำ และล้างหน้า แทนการใช้สบู่ หรือครีมล้างหน้า และครีมอาบน้ำ จะช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง แสบ หรือคัน

คนที่มีปัญหาผิวแห้ง กระด้าง ขาดความชุ่มชื้น ดูแล้วไร้ชีวิตชีวา ถ้าหันมาใช้มะขามเปียกประมาณ 1 กำมือ ใช้ถูเนื้อตัวร่างกาย ทำความสะอาดผิวหน้าทุกวัน ไม่นานจะเห็นผลทันทีเลยว่า ผิวที่เคยมีปัญหามาตลอดนั้น จะนุ่ม ผิวไม่แห้งเนื้อตัวไม่ตึง ไม่คัน

เห็นได้ว่าผิวพรรณ มีชีวิตชีวา อย่างไม่น่าเชื่อเลย หรือท่านที่อาศัยอยู่ ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น หรือช่วงหน้าหนาวแล้ว ยิ่งน่าจะหันมาใช้มะขามเปียก แทนการใช้สบู่

แล้วคุณจะพบว่า หน้าหนาวนี้ผิวคุณจะสวย ตลอดฤดูกาลนั้นทีเดียว พออาบน้ำเสร็จ ก็อาจจะใช้ขมิ้น ลูบไล้ผิวกาย และผิวหน้า เพื่อเพิ่มความสวยให้ดียิ่งขึ้น

หรือถ้าอยาก จะทำความสะอาด ผิวอย่างล้ำลึก ก็ให้ใช้มะขามเปียก แช่น้ำให้เหนียว ๆ แล้วเอามาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่า คุณจะพบว่า ผิวของคุณสะอาดขึ้น อย่างมากทีเดียว

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า ก็ใช้มะขามเปียกนี้รักษาได้ วิธีใช้ก็คือ เอามะขามเปียก แช่น้ำพอเหนียว แล้วเอาทั้งกาก และเนื้อถูบริเวณที่เป็นฝ้าเบา ๆให้ทั่ว

ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก นอกจากนี้ยังมีสูตรการทำครีมมะขามใช้เอง สามารถใช้แทนสบู่ได้มาฝากอีกด้วย

สบู่ครีมมะขามเปียก

ส่วนผสม :
1. มะขามเปียก
2. นมสด
3. น้ำผึ้ง

วิธีทำ :
1. เอามะขามเปียกประมาณ 2-3 ฝัก แกะเอาใยออกให้หมด

2. เอามะขามเปียกไปคั้นรวมกับนมสด 6 ช้อนแกง คั้นให้ข้นจนได้ที เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง

3. นำน้ำผึ้ง ผสมกับส่วนผสม ที่ได้จากข้อสอง แล้วคนให้เข้ากัน (สัดส่วนของสูตรในการทำสบู่ ครีมมะขามสามารถปรับได้ ตามความต้องการ ของสภาพผิวหน้า)

4.เสร็จแล้ว ให้นำไปนึ่งให้สุก เพื่อช่วยยืดอายุสามารถเก็บไว้ได้นาน

วิธีใช้ :

ใช้เวลาล้างหน้าหรืออาบน้ำ ใช้ครีมทาบาง ๆ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก

สรรพคุณ :

ใช้ล้างหน้าแทนสบู่ ชำระสิ่งสกปรก รักษาฝ้า ทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล
มะขาม
มะขามเปียกครีมพอกหน้า

ส่วนผสม :

1.มะขามเปียก 1 กำมือ
2.นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ
3.น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

1.นำมะขามเปียกแกะเม็ด เอารกออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด

2,ผสมกับนม แล้วขยำให้เข้ากัน

3.กรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาละเอียด

4.เติมน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ก็จะได้ครีมมะขามเปียก ใส่ภาชนะมีฝาปิดเก็บไว้ในตู้เย็น

วิธีใช้ :

1.ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด

2.ทาครีมมะขามเปียกทิ้งไว้ 10 นาที  แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

3.สูตรข้างต้นนี้ เหมาะกับคนผิวมัน ถ้าคนผิวแห้ง ให้ลดมะขามเปียก เพิ่มปริมาณนมสด กับน้ำผึ้งให้มากขึ้น

สรรพคุณ :

บำรุงผิว ลบรอยเหี่ยวย่น ตีนกา

 

ทานาคา

  • ทานาคา100%

ถ้าเป็นสมุนไพรไทย ที่เกี่ยวกับผิวพรรณ ละก็ต้องนี่เลย “ขมิ้นชัน” แต่ถ้าเป็นสมุนไพร เคล็ดลับผิวสวย ของพม่าก็ต้อง “ทนาคา” หรือ “กระแจะ” เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก ที่เวลานี้ถูกนำมาเป็นส่วนผสม ในผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางหลากหลาย

เนื่องจาก เป็นที่ทราบกันดีว่า “ไม้ทนาคา” นั้น พม่าใช้ฝน กับหินผสมกับน้ำ ใช้ประทินผิวมา แต่โบราณ จนมีสำนวนเปรียบเทียบว่า “ผิวพม่านัยน์ตาแขก”ผิวสาวพม่า ส่วนใหญ่จึงสวย เนียน และผิวค่อนข้างละเอียด เนื้อไม้ทนาคา

ซึ่งเป็นสมุนไพร ที่พบได้มาก จากทางฝั่งพม่า เมื่อตากแห้งสนิท และนำมาบดผง แล้วสามารถนำมา ผสมทำครีมพอกหน้า ได้อย่างวิเศษ

สามารถผสมกับ:

  • น้ำผึ้ง(สำหรับคนผิวแห้ง)
  • น้ำมะขามเปียก(สำหรับผิวที่ด่างดำ)
  • ขมิ้นชัน(สำหรับผิวที่มีสิว)
  • นมสดรสจืด(สำหรับผิวที่ต้องการความนุ่มเนียน)
  • โยเกิร์ต (สำหรับผิวที่ต้องการความนุ่มและใส)

เมื่อบดผสม จนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็จะได้ครีมสำหรับพอกหน้า ที่มีเนื้อสัมผัส ไม่ถึงกับละเอียดนัก ทั้งนี้ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว ที่ตายแล้วให้หลุดออกเผยผิวใหม่ เนื้อครีมอุดมไปด้วยสมุนไพร

สรรพคุณ :

1.ช่วยประทินผิว มีกลิ่นหอมสมุนไพรธรรมชาติ (ไม่แต่งกลิ่น)

2.และไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว”

วิธีใช้ :

1.เพียงนำครีมผสมให้ข้น(ผสมครั้งต่อครั้ง ห้ามผสมทิ้งไว้) มาพอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แห้งแล้วใช้มือขัดออก

2.ทำทุกวันก่อนอาบน้ำ แค่สัปดาห์เดียวจะรู้สึกว่าผิวหน้า ที่แห้งหยาบกร้าน กลับมาชุ่มชื้นมีน้ำมีนวล และดูเนียนขึ้น

3.รูขุมขนกระชับขึ้น ส่วนริ้วรอยจากฝ้า หรือกระ ที่มีอยู่จะค่อยๆ จางลง

นี่คือภูมิปัญญาจากสมุนไพรพื้นบ้าน ที่สามารถแต่งเติม ความงามได้ไม่แพ้ครีมของนอก หรืออีกนัย ถ้าคุณได้ลองอาจจะดีกว่าของนอก ถูกกับผิวชาวเอเชียอย่างเรามากกว่าด้วยค่ะ

เคล็ดลับหน้าใส สูตรโบราณ

ว่านนางคำ

  • ว่านนางคำ100%

เคล็ดลับหน้าใส ด้วย ว่านนางคำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Curcuma amada (aromatica) หัวว่านมีสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม เป็นสมุนไพรตัวหนึ่ง ของต้นตำรับความงามโบราณ มีเรื่องเล่ากันว่า “พระนางคลีโอพัตรา” ใช้ว่านนางคำ เป็นตัวช่วยประทินผิว ให้งดงามอยู่ตลอดเวลา ในหัวว่านนางคำมีสาร curcumin และวิตามินหลายชนิด

 

สรรพคุณ :

1.ช่วยบำรุงผิว ป้องกันเม็ดผดผื่น

2.ช่วยทำสะอาดผิวกาย ลดรอยตกกระ และจุดด่างดำ ให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม

3.รักษาผดผื่นคัน และรักษาอาการคัน จากการแพ้ตามร่างกาย

4.รักษาผิวพรรณให้ดูผุดผ่อง สวยงามดี รักษาโรคผิวหนัง

วิธีใช้ :

1.สำหรับผิวหน้าและผิวกาย ใช้ขัดและพอกผิวโดยผสมกับน้ำ

2.หรือถ้าจะให้ได้ผลดี ควรผสมกับนม หรือโยเกิร์ต กับน้ำผึ้ง จะช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียน สวยยิ่งขึ้น

ข้อมูล : acnecaresite และ oknation

วิธีดูแลผิวหน้า ก่อนย่างเข้าสู่เลข 3

วัยสร้างความแตกต่าง อย่างมากในความงาม ของหญิงสาวแต่ใช่ว่าหญิงสาวในวัยที่ ยังมีความเปล่งปลั่ง ตามธรรมชาติอยู่มาก อย่างสาววัยเลข 2 จะสามารถลอยนวลจากกิจวัตรการดูแลความงาม ทั้งหลายแหล่ไปได้

เพราะในช่วงวัยเลข 2 การผลัดเซลล์ผิวของคุณ จะลดลงไปราว 28 เปอร์เซ็นต์ และปัจจัยหลายอย่างภายนอก ก็เริ่มที่จะส่งผลอย่างมากต่อผิวรวมถึงคุณยัง สามารถมีปัญหาสิวมา กวนใจได้อยู่

ซึ่งหญิงสาวบางคนในวัยนี้ อาจเป็นมือโปรเรื่องของการดูแลผิว แต่ก็ยังมีอีก จำนวนมากที่ใหม่ ต่อการดูแลผิวพรรณอย่างเต็มรูปแบบ ให้เราได้เติมเต็มข้อมูลแก่คุณในเรื่องเหล่านี้เพื่อที่คุณจะประเมินได้ว่า อะไรที่คุณสามารถทำได้เพื่อจะทำให้มันดีขึ้น

วิธีดูแลผิวหน้า

ผิวคุณเป็นประเภทไหน
อย่างแรกก็คือ คุณต้องรู้ก่อนว่าผิวของคุณเป็นประเภทไหน ผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม เพื่อที่คุณจะได้แน่ใจว่าคุณได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวของคุณ ไม่ว่าผิวของคุณจะเป็นประเภทไหนคุณสามารถมีผิวแพ้ง่ายด้วยก็ได้

ในขณะเดียวกันถ้าผิวคุณแพ้ง่ายคุณจะพบว่าผิวของคุณมีปฏิกิริยาต่อผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ และส่วนผสมบางอย่างได้ง่าย ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและออกแบบมาเพื่อผิวแพ้ง่าย โดยเฉพาะ

วิธีดูแลผิวหน้า ทำได้อย่างไร ?

ตอนนี้เมื่อคุณรู้จัก ประเภทผิวของคุณแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะพูดถึงกิจวัตรในการ ที่จะดูแลผิวที่คุณต้องไม่ละเลยก็คือวิธีการดูแลผิวหน้า  อย่างถูกวิธี การให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ถึงแม้ว่าผิวคุณจะยังมีความเปล่งปลั่งตามธรรมชาติอยู่มากก็ตาม

คุณควรใช้มอยสเจอไรเซอร์ เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน ที่จะทำให้ผิวแห้ง ผิวที่ไม่ได้รับความชุ่มชื่น เพียงพอจะผลิตน้ำมันออกมากเกินไป และทำให้ผิว เกิดสิวเห่อขึ้นมาได้

ในวัยที่ คุณควรเริ่มใช้อายครีมได้แล้วคือ วัยเลข 3  เพื่อปกป้องการเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตาซึ่งมักจะเริ่มเกิดขึ้นในวัยนี้ แต่ในวัยเลข 2 คุณยังไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก กับการใช้ผลิตภัณฑ์แอนตี้เอจจิ้ง

ไม่เพียงแต่ มันจะทำให้กระเป๋าฉีกแล้ว มันยังไม่จำเป็นอีกด้วย แต่บางอย่างที่ ขอแนะนำให้เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ก็คือการ ขัดผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์ คุณควรต้องจัดการผิวที่ตายแล้ วซึ่งสะสมตัว อยู่บนผิวชั้นนอกออกไป

โดยใช้ ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้าสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทผิว ของคุณจะช่วยกำจัดเซลล์เก่าผิวใหม่ให้เผยตัวออกมาและ อย่าลืมดูแลผิวกายของคุณด้วย

การใช้บอดี้สครับจะทำให้คุณมีผิวกาย ที่เรียบเนียนนุ่ม ละมุนเช่นกัน การมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งก็จะเป็นการทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึกและทำ ให้รูขุมขนเล็กลงได้ ผิวเปล่งปลั่ง

วิธีดูแลผิวหน้า กับสิวเจ้าปัญหา

สำหรับสาววัยหมายเลข 2 บ่อยครั้งที่พวกเธอ นึกว่าได้ผ่านพ้นช่วงวัย แห่งการมีสิวไปแล้ว สิวก็โผล่ขึ้นมาบนใบหน้า เสียอย่างงั้น ฉะนั้นนี้ คือสิ่งที่คุณต้องใส่ใจเพื่อไม่ให้สิวเป็นปัญหากวนใจในช่วงวัยนี้

  • ความสะอาด

อย่าเข้านอนโดยไม่ได้ล้างเครื่องสำอางออกโดยเด็ดขาดและควรทำความสะอาดผิวโดย ไม่ให้ผิวแห้งตึงหรือชำระล้างน้ำมันออกตามธรรมชาติของผิวมากจนเกินไป

  • การอุดตันของรูขุมขน ที่เป็นสาเหตุสำคัญของสิว

จึงควรดู ให้ดีว่าผลิตภัณฑ์ ที่ใช้มีส่วนผสม ที่อาจอุดตันรูขุมขนได้หรือเปล่า เช่น ปิโตเลียมหรือลาโนลิน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมที่ช่วยขัด ลอกเซลล์ผิวบ้าง เพื่อป้องกันรูขุมขนอุดตัน แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป

การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของสารที่มีฤทธิ์ ขัดลอกผิว เช่น เอเอชเอ กรดซาลิไซลิก เรตินอยด์ มากเกินไป สามารถทำให้ผิว มีการขัดลอกเซลล์ผิว มากจนเกินอาการระคายเคืองได้

  • อย่าแกะสิว

อย่าเสี่ยงกับการคุ้ยแคะ แกะสิว ที่จะทำให้ การติดเชื้อแพร่กระจายไป และเกิดแผลเป็น วิธีดูแลอย่างง่าย ๆ ก็คือ ทำความสะอาดผิวตามปกติ และใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ ประคบสิวสักครู่

จากนั้น จึงแต้มสิว หรือโลชั่นรักษาสิว ที่มีส่วนผสมที่ฆ่าเชื้อ และทำให้ผิว แห้ง เช่น กรดซาลิไซลิก ซัลเฟอร์ หรือเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ เป็นต้น

แสงแดดตัวร้าย

หนึ่งในวิธีการรักษา ความเปล่งปลั่ง และอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ เอาไว้ให้นานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ก็คือ การอยู่ให้ห่างจากแสงแดด เป็นประจำทุกวัน รังสียูวีเป็นเหตุให้เกิดความร่วงโรยได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

และตอนนี้ ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญ ของการปกป้องผิว จากแสงแดด เพราะความเสียหายจาก แสงแดดที่เกิดขึ้นในช่วงวัยเลข 2 จะทำให้เกิดริ้วรอย ก่อนวัยอันควร จุดด่างดำและแม้กระทั่งมะเร็งผิวหน้า

คุณจึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันไม่ว่าจะโดนแดดจัด หรือไม่ก็ตามและคุณ จะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนเมื่อคุณเข้าสู่วัยเลข 30

ล้างหน้า

กฎของการดูแลผิว

ถ้าคุณไม่ละเมิดกฏทั้ง 5 ข้อนี้ รับรองได้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของผิวอ่อนเยาว์ไปอีกนานแม้พ้นวัยเลข 2 ไปแล้วก็ตาม

1. ดื่มน้ำให้พอ ทำให้ร่างกาย ได้รับความชุ่มชื่น และช่วยไม่ให้ผิวแห้ง การบริโภคสารให้ความหวาน แทนน้ำตาล ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ฉะนั้นดื่มน้ำให้มากขึ้นถ้าคุณกินสารให้ความหวนพวกนี้

2. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารดีๆ จะให้ประโยชน์ทั้งร่ายกาย และผิวพรรณโดยเฉพาะผัก และผลไม้ที่ป้องกันสิว ไม่ให้แก่ก่อนวัย เนื่องจากมันมีสารอนุมูลอิสระ จำนวนมาก

3. ขยับตัวซะบ้าง การออกกำลังกาย ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ถือเป็น วิธีดูแลผิวหน้า ที่ดีมาก และนำสารอาหาร มายังสิวได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่ต้องระวังการสะสมตัว ของน้ำมันและคราบเหงื่อที่จะทำให้เกิดสิวหรือผดผื่น ได้ง่าย ทางแก้คืออาบน้ำทันที่ หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จ

4. นอนให้พอ ผลเสียที่เห็นได้ชัดคื อการเกิดรอยดำใต้ตา ฉะนั้นนอนให้พอ และพยายามอย่านอน ตะแคงท่าเดียวนานๆ การกดทับผิว เป็นประจำ จะทำให้เกิดรอยย่นได้ในอนาคต

5. อย่าสูบบุหรี่ ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตามการงดสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสียหายของผิวได้อย่างมาก

เคล็ดลับ การล้างหน้าให้ใส

การล้างหน้า เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคยปฏิบัติ แบบเรียกว่าเป็นกิจวัติ ประจำวันเลยก็ว่าได้ แต่ผิวหน้าของคนเรานั้น ก็แต่ต่างกันอย่างมาก บางคนเพิ่งล้างหน้าเสร็จ หน้ามันอีกละ เอ้า ต้องไปล้างใหม่อีก

แล้วยิ่งสาวๆล้างหน้าบ่อยๆ เปลืองเครื่องสำอางค์อีกด้วย นั่นเป็นเรื่องเลย เมื่อเราเจอปัญหาแบบนี้ จะแก้ได้อย่างไร มีไหมวิธี การล้างหน้าให้ใส  มีแน่นอนค่ะ แล้ววันนี้เราขอแนะนำ เคล็ดลับ การล้างหน้าให้ใส มาบอกกันค่ะ

  1. หลังจากที่ล้างหน้าแล้ว ให้ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆ แล้วผิวจะสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  2. ใช้ครีมน้ำนม เหมาะสำหรับคนที่ มีผิวแห้งและผิวธรรมดา เพราะครีมน้ำนมจะช่วยทำให้ผิวหน้านุ่ม และชุ่มชื่นขึ้นอีกด้วย
  3. เจล มีความอ่อนโดยนต่อผิวมาก และยังทำให้ผิวรุ้สึกเย็นสดชื่นอีกด้วย
  4. น้ำมัน เหมาะกับคนที่ มีผิวแห้งเพราะช่วยทำให้ ผิวหน้าชุ่มชื้นไม่แห้งตึง ทั้งยังอ่อนโยนต่อผิวหน้าอีกด้วย

เคล็ดลับสูตรหน้าใส
การมีผิวหน้าสวยดั่งใจ เป็นความต้องการที่ไม่เข้าใครออกใคร แต่ก็น้อยคนเหลือเกิน ที่จะสมหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แล้วยิ่งเป็นคุณผู้หญิงด้วยแล้วหล่ะก็  เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างที่สุดเลยวิธีดูแลผิวหน้า”  จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในปัจจุบัน

แนะนำ 4 เคล็ดลับสูตรหน้าใส

สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้า

  1. ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด
  2. จากนั้นนำแอปเปิ้ล  ที่ยังไม่ปลอกเปลือกครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด
  3. แล้วนำมาพอกหน้าเว้นเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก

สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส

  1. ให้นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด
  2. จากนั้นก็มะนาวมาคั้นเอาแต่น้ำประมาณ 1 ช้อนชาใส่ลงไป แล้วผสมให้เข้ากัน
  3. จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก

สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน

  1. นำโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับมะเขือเทศลูกเล็กๆ ประมาณ 3 ลูก
  2. ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศพอละเอียด
  3. แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก

สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ

  1. นำโยเกิร์ต 1 ถ้วย แล้วผสมกับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน
  2. นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า
  3. แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก
  4. ทำเดือนละครั้งกำลังดี คล้ายๆ กับการสครับหน้านั้นเอง

 

เลือก ครีมหน้าใส อย่างไร ให้ปลอดภัย ไร้กังวล แม้ผิวแพ้ง่าย?

ครีมหน้าใส ที่ดีไม่ควรมีส่วนผสมของสารต้องห้ามจาก อย.

ครีมหน้าใสซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ สาร ปรอท ซึ่งเป็นส่วนประกอบ ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง ประเภทครีมหน้าใส เพราะมีฤทธิ์ ในการยับยั้ง การสร้างเม็ดสี ในผิวหนัง ทำให้หน้าขาวใส เร็วทันใจ ภายใน 3-7 วัน

รวมถึงการออกฤทธิ์ ให้ผิวหนังแบ่งเซลล์ ใด้เร็วขึ้น ช่วยให้ผิวหนังที่แห้ง หยาบกร้าน หลุดลอก ง่ายกว่าปกติ ผิวหน้าจึงผ่องใส และเนียนนุ่มอย่างเห็นได้ชัด แต่สารปรอท เป็นโลหะหนัก มีโทษเป็นพิษ และเมื่อร่างกายรับสารดังกล่าวเข้าไป จะทำให้มีผลดังต่อไปนี้

ผลระยะสั้น คือ มีอาการแสบร้อน ผิวหน้าแดง มีผดผื่น ขึ้นตามใบหน้า ผิวหน้าบางลง และไวต่อแดด เมื่อเจอแดด จะทำให้ผิวที่เคยขาว กลายเป็นดำ และเป็นฝ้าแบบถาวร รักษาไม่หาย

ผลระยะยาว คือ เมื่อสารสะสม ในร่างกาย ในปริมาณที่สูงมาก มันจะค่อยๆ ทำลายระบบประสาท และสมอง อีกทั้งยัง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ก่อให้เกิด มะเร็งอีกด้วย

วิธีทดสอบสารปรอทในครีมหน้าใสด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพื่อความมั่นใจก่อนใช้ครีม

  1. ผสมน้ำกับผงซักฟอกให้มีลัษระข้นคล้ายๆครีม
  2. ป้ายครีมลงบนกระดาษทิชชู่
  3. เทผงซักฟอก ลงบนครีม ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วให้สังเกตดู ถ้าครีมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแสดงว่ามีสารปรอทอยู่

ครีมที่ใช้จะต้องสามารถควบคุมความมัน รักษาสิวอักเสบ และลดการเกิดสิวได้

เนื่องจากผิวหน้าที่มัน เป็นสาเหตุหลัก ที่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และสิวอักเสบ เมื่อมีสิว ก็จะทำให้มีรอยดำตามมา บางคน นอกจากรอยดำแล้ว ผิวยังมีลักษณะขรุขระ เป็นหลุม ไม่เรียบเนียนอีกด้วย

  • ควรเลือกครีมให้เหมาะกับแต่ละสภาพผิว เพื่อไม่ให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองบนใบหน้า และหมดปัญหาหน้าแห้งตึง แม้ในขณะครีมออกฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว
  • ครีมควรมีสารที่สามารถป้องกันและกำจัดอนุมุลอิสระได้
  • ครีมจะต้องสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจนได้ เพื่อให้หน้าชุ่มชื่น สดใส เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าวัย ไร้ริ้วรอย เหี่ยวย่นและรอยตีนกา

จะเห็นได้ว่า ในการเลือกใช้ครีมแต่ละตัว เราต้องเลือกใช้ อย่างเหมาะสม มากกว่าเลือกใช้ จากผลลัพธ์ที่เร็วกว่า แต่นำมาซึ่งอันตรายต่อผิว การคำนึงถึง ความปลอดภัยเป็นหลัก เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนเรานอกจาก ความต้องการ มีสุขภาพผิวหน้า ที่สวยใสแล้ว เรายังต้องการมีสุขภาพชีวิตที่ดี และยืนยาวอีกด้วย

ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าอย่างไรให้เห็นผลจริง

สาวๆหลายคน คงนึกสงสัยว่า ทำไมผลลัพธ์ ของการใช้ครีม ชนิดเดียวกัน จึงไม่เหมือนกัน กับเพื่อนๆ ที่ใช้แล้วได้ผลลัพธ์ดี พอเราทำตาม กลับไม่เห็นผลลัพธ์ เสียดายทั้งเงินและเวลาชะมัดเลย ขอบอกสาวๆเลยว่าเลิกกังวลกับปัญหานี้ไปได้เลย

เพราะเรามีเคล็ดลับดีๆง่ายๆมาฝาก และไม่ใช่เหตุผล อะไรอื่นไกล หากแต่เป็นวิธีทาครีม ที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ ที่แตกต่างกันได้

4 ขั้นตอนในการทาครีมหน้าใส ให้ได้ผลจริงอย่างชัดเจน

1. วิธีการล้างทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่ถือว่า สำคัญมากๆ ในการทาครีม เพราะในช่วงระหว่าง ที่เราทำความสะอาดหน้า ผิวหน้าของเรา จะเสียความชุ่มชื่นไป ดังนั้น การทาครีมหลังล้างหน้า จึงเป็นช่วงเวลา ที่ดีที่สุด เพราะหลังจาก เสียความชุ่มชืน ผิวหน้าจะตอบรับต่อสารต่างๆในครีมอย่างเด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการล้างหน้า

  • อย่าใช้เวลาในการล้างหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้ เซลล์ผิวสัมผัสกับคลอรีน ที่ผสมมาในน้ำ ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลดี กับผิวเราอย่างแน่นอน
  • ห้ามล้างหน้า ด้วยน้ำร้อนเด็ดขาด ความร้อนที่มากเกินไป จะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย น้ำที่ใช้ควรแค่อุ่นๆกำลังดี
  • ควรล้างหน้า วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ก็พอ ยกเว้น หากคุณเล่นกีฬา ควรเพิ่มรอบพิเศษ อีกสักรอบก็พอ
  • เวลาล้าง ก็ควรเอาน้ำลูบๆไล้เจล หรือโฟมเหล่านี้เบาๆ ให้ทั่วหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า อย่างเบามือ
  • หลังล้างหน้า ให้ซับเบาๆ ไม่เช็ด ไม่ถู ผิวจะได้ไม่หยาบกร้าน หากล้างแล้ว รู้สึกลื่นๆ ไม่เกลี้ยง ให้ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู

2. การรักษาขนาดของรูขุมขนไม่ให้ขยายใหญ่ไปมากกว่าที่เป็นอยู่

หลายๆคน อยากหน้าใส เหมือนสาวเกาหลี เพราะผิวเขาดูขาวเด้งกระจ่างใส แลดูอ่อนกว่าวัย ถ้าสังเกตุกันดีๆ จะเห็นว่าผิวหน้าคนเกาหลี แทบจะมองไม่เห็นรูขุมขนเลย ดังนั้นการมีรูขุมขนที่เล็กจึงเป็นอีก 1 ปัจจัยที่สำคัญ ที่ทำให้หน้าขาวกระจ่างใส เนื่องจากรูขุมขนที่เล็ก เป็นเพราะผิวหน้ามีการผลัดเซลล์ผิว อย่างสม่ำเสมอ และมีเซลล์ผิวที่แข็งแรงอีกด้วย

สาเหตุหลัก ที่ทำให้รูขุมขนกว้าง ขยายใหญ่ขึ้น

  • การสูบบุหรี่
  • การเผชิญรังสียูวี
  • อนุมูลอิสระ ที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ ผิวหน้าจึงดูหย่อนคล้อย ไม่ตึงกระชับ

ดังนั้น เราจึงควรหลีกเลี่ยง สาเหตุดังกล่าว ควบคู่กับการเลือกใช้ครีม ที่มีส่วนผสม ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว และช่วยให้เซลล์ผิว แข็งแรง จะช่วยให้ รูขุมขนค่อยๆเล็กลง อย่างเห็นได้ชัด

3. วิธีการทาครีมบำรุงผิวที่ถูกต้อง

หลังล้างหน้า ไม่ควรเช็ดหน้า จนแห้งสนิท หากต้องการ ทาครีมให้ได้ผลดี จะต้องทา ตอนที่ผิวเราชุ่มชื่น เพราะเนื้อครีม จะซึมซาบเข้าสู่เซลล์ผิว ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ระหว่างทาครีม ห้ามขัดถู ดึงรั้งผิวหน้า ควรเลือกใช้นิ้วมือ ที่ให้น้ำหนักดีที่สุด หนักแน่นแต่อ่อนโยน ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณต้องเลือกเอง จะเป็นนิ้วไหนก็ได้

4. การใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี

การทาครีมกันแดด ให้ได้ประสิทธิภาพตามกำหนด จะต้องใช้ครีมปริมาณที่เหมาะสม คือ ปริมาณ 1ช้อนชา หรือ 2ข้อนิ้วมือ สำหรับทาหน้าและลำคอ แนะนำให้ใช้แบ่งทา 2 รอบ ที่สำคัญ ควรทาครีมกันแดด ก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที เพื่อให้ครีมยึดติดกับผิวได้ดีกว่า

จะเห็นได้ว่า เป็นขั้นตอนที่ง่ายมากๆใครๆก็ทำ แค่เพียงเราหันมาใส่ใจ ในแต่ละขั้นตอนให้มากขึ้น และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าทุกคน ก็จะมีผิวหน้า ที่สวยใสแบบเพื่อนๆของเราอย่างแน่นอนค่ะ

ครีมลอกผิวขาว ด้วยสารเคมี

ครีมลอกผิวขาว

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “การลอกผิว” กันมาบ้าง หรือถ้าเป็นคำที่ชัดเจนกว่าก็คือ “การลอกผิวด้วยสารเคมี “  หรือ “ครีมลอกผิวขาว”  หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Chemical Peeling (เคมิเคิล พีลลิ่ง)

ก่อนอื่น เราต้องรู้จักผิวหนังของเราเองเสียก่อน ว่าผิวหนังนั้นประกอบด้วยชั้นต่างๆ หลายชั้นคือ หนังกำพร้า หนังแท้ โดยที่เซลล์ผิวหนัง ในชั้น หนังกำพร้าจะมีการสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา การสร้างเซลล์นี้จะเริ่มจากชั้นลึก และจะเคลื่อนจากชั้นลึกขึ้นสู่ชั้นบน หลังจากที่ถูกใช้งานไปได้ราวๆ 15 วัน เซลล์ผิวนอกสุดก็จะตายและลอกออกไปในรูปของขี้ไคล นี่คือสภาพการณ์ตามปกติของการใช้งานผิวหนังของเราค่ะ

การลอกผิวด้วยสารเคมี เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการปรับปรุงสภาพผิวของเรา โดยการใช้สารเคมีที่มีผลทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกจากการเกาะเกี่ยวกันกับหนังแท้ของเรา ซึ่งในที่สุดเจ้าเซลล์เหล่านี้ก็จะลอกออก หลุดไปไกลๆ จากผิวของเรา

และเมื่อเซลล์เก่าๆ โดนลอกออกไปแล้ว เซลล์ใหม่ๆ ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากด้านล่างเจริญเติบโตปกคลุมขึ้นมา ซื่งเซลล์ใหม่เหล่านี้ก็จะนุ่มนวลกว่า มีรอยเหี่ยวย่นน้อยกว่า ด้วยวิธีการแบบนี้เราเลยเรียกว่า ครีมลอกผิวขาว ด้วยสารเคมี

โดยในบางครั้งที่ผิวหนังมีการอักเสบจากการใช้สารเคมี เชื่อว่าจะทำให้มีการหลั่งสารหลั่งบางชนิดไปกระตุ้นให้มีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนในชั้นหนังแท้เพิ่มมากขึ้น สารเคมีที่ใช้ในการลอกผิวบางชนิดก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไป

โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตใดๆ แต่บางชนิดนั้นจะมีความรุนแรงสูง ซึ่งควรจะต้องมีการควบคุมการใช้งานโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณและความงามนะคะ

สารเคมีที่ใช้ใน “ครีมลอกผิวขาว”

1. ใช้กรด AHA ชนิดต่างๆ (เอเอชเอ, Alpha Hydroxy Acids)

กรด AHA นี้เป็นกรดผลไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบได้มากในนมเปรี้ยวและน้ำมะเขือเทศ เรียกได้ว่าเป็นกรดที่มีความแรงน้อยที่สุดในบรรดากรดที่ใช้ในการลอกผิวเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นขนาดเล็กๆ ผิวแห้งเป็นหย่อมๆ

สีผิวที่ไม่เรียบเนียน และแก้ไขปัญหาสิว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทำความสะอาดบางชนิดอาจจะผสมกรดชนิดนี้ลงไปด้วยในปริมาณต่ำเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณเรียบเนียนขึ้น จริงๆ แล้วกรดผลไม้หรือ AHA เหล่านี้ยังแบ่งออกได้อีกหลายชนิดดังนี้ค่ะ

  •  กรดซิตริก (Citric acid) ได้มาจากผลไม้จำพวกส้ม สับปะรด และมะนาว (โอ้วอร่อยค่ะ) จะลอกผิวได้ง่ายและได้ประสิทธิภาพที่ดี แต่อาจจะต้องทำหลายๆ ครั้งติดต่อกัน
  • กรดไกลโคลิก (Glycolic acid) จะได้มาจากอ้อย ทำหน้าที่ขัดผิวโดยจะพยายามลอกเอาชั้นนอกสุดของผิวหนังออก ปกติจะใช้กันในความเข้มข้นราวๆ 30-70% ถ้าใช้ในความเข้มข้นที่สูงขึ้นอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ บางทีมีการใส่สารเคมีบางอย่างลงไปด้วยเพื่อลดอาการระคายเคือง แต่สารเคมีเหล่านั้นบางชนิดก็ไม่ได้รับการยอมรับให้ใช้ในเครื่องสำอางได้อย่างปลอดภัยนัก
  • กรดแลคติก (Lactic acid) จะได้จากนมเปรี้ยว เจ้ากรดชนิดนี้จะลอกเอาเซลล์ที่ตายแล้วออก และทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
  • กรดมาลิก (Malic acid) เป็นกรดที่ได้จากผลแอปเปิ้ล สามารถเปิดรูขุมขนและทำให้บรรดาสิ่งสกปรกอุดตัน เช่นไขมัน ซากเซลล์ที่ตายแล้ว หรือบรรดาเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่หลุดออกมา นั่นคือสามารถบรรเทาแก้ไขอาการสิวได้ด้วย
  •  กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) เป็นกรดผลไม้ที่ได้จากการสกัดผลองุ่น สามารถใช้ประโยชน์ในการลอกผิวได้เช่นกัน

กรดผลไม้เหล่านี้ที่ใช้ในการลอกผิวจะมีความเข้มข้นประมาณ 1-15% ความเข้มข้นที่น้อยที่สุดที่พอจะทำให้ผิวลอกได้คือประมาณ 4% ส่วนความเข้มข้นที่เกินกว่า 20% ไปแล้วจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ดูแลจัดการให้

โดยทั่วไปการลอกผิวด้วยกรด AHA จะไม่ถึงกับแก้ไขปัญหารอยเหี่ยวย่นมากๆ เช่นรอยตีนกาได้ และอาจจะทำให้เกิดอาการแสบ เป็นรอยแดง เกิดอาการระคายเคือง ทำให้ผิวแห้ง และจะต้องทำหลายๆ ครั้งเพื่อให้ได้ผลที่ดีค่ะ

2. ใช้กรด BHA (บีเอชเอ, Beta Hydroxy Acid)

กรดชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีฤทธิ์อ่อนกว่า AHA แต่ว่าสามารถเข้าทำความสะอาดในรูขุมขนได้ลึกกว่า จากการศึกษาพบว่ากรด BHA นี้สามารถควบคุมความมัน สิว

และสามารถกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกมาได้ดีกว่า AHA เนื่องจากกรด AHA นั้นทำงานเฉพาะที่ผิวด้านบน แต่ BHA ทำงานลึกลงไปในผิวอีก ตัวอย่างของกรด BHA ก็เช่นกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ความเข้มข้นที่ใช้กันอาจจะอยู่ราวๆ 30-50%

3. ใช้สารละลายเจสเนอร์ (Jessner’s peeling)

เป็นส่วนผสมที่คิดค้นขึ้นโดยแพทย์ผิวหนังชาวอเมริกัน-เยอรมัน แมกซ์ เจสเนอร์ (Dr. Max Jessner) โดยผสมกรดซาลิไซลิก 14%, กรดแลกติก และรีซอร์ไซนอล (Resorcinol หรือก็คือ dihydroxy benzene) ลงในฐานที่เป็นเอธานอล

โดยเชื่อว่าสารละลายนี้สามารถทำลายการเชื่อมโยงกันของเซลล์ระหว่างคีราไทโนไซต์ (Keratinocytes) ต่างๆ เชื่อกันว่าสารละลายนี้จะไม่ทำให้เกิดการลอกผิวที่มากเกินไปเนื่องจากส่วนผสมนั้นเจือจางและไม่รุนแรงนัก

4. กรดเรติโนอิก (Retinoic acid)

กรดชนิดนี้ควรจะใช้โดยผู้เชี่ยวชาญ การลอกผิวด้วยกรดชนิดนี้จะลงไปลึกกว่าการใช้กรด BHA อีก และจะใช้ได้ในการลอกรอยแผลเป็น รอยเหี่ยวย่น สีผิวที่ผิดปกติไม่ราบเรียบออก มักจะใช้ร่วมกับสารละลายเจสเนอร์ โดยใช้สารละลายเจสเนอร์เพื่อเปิดผิวก่อน

เพื่อให้กรดเรติโนอิกสามารถซึมเข้าไปในผิวได้ลึกลงไปอีก การลอกผิวจะเกิดขึ้นหลังจากทำเช่นนี้ไปได้สามวัน หากมีการลอกผิวซ้ำหลายครั้ง จะทำให้ได้ผลดีขึ้นไปอีก แต่อย่าลืม การใช้กรดชนิดนี้จะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

5. กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic acid)

เป็นกรดที่สามารถซึมลงได้ลึกกว่า AHA แต่ไม่ลึกมากจนเกินไป จะใช้กันที่ความเข้มข้นจาก 20-50% เมื่อความเข้มข้นมากขึ้นก็จะซึมลงไปได้มากกว่า ปกติแล้วไม่ควรใช้ความเข้มข้นเกินกว่า 35% หากไม่ได้ทำด้วยผู้เชียวชาญจริงๆ เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดแผลได้ กรดนี้

  • ได้รับความนิยมในการใช้กับผู้ที่มีผิวเข้มมากกว่า ฟีนอล (Phenol)
  •  ช่วยกำจัดริ้วรอยขนาดเล็กๆ ได้
  • แก้ไขปัญหาผิวที่มีเม็ดสีผิดปกติ
  •  อาจจะต้องใช้ร่วมกับการลอกผิววิธีอื่นเช่นการใช้ร่วมกับครีม AHA
  • ต้องใช้ร่วมกับการใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • อาจจะต้องทำหลายรอบสักหน่อยเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
  •  ใช้เวลาหายนานหน่อย อาจจะหลายวันขึ้นกับความลึกในการลอกผิว

6. ฟีนอล (phenol)

สารนี้เป็นอนุพันธุ์ของน้ำมันดิน เป็นสารเคมีที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดใช้ลอกหน้าชนิดลึก (deep peels) ดังนั้นแล้วจะต้องได้รับการใช้ด้วยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และผิวต้องได้รับการป้องกันการถูกแสงแดดเป็นอย่างดีระหว่างและหลังจากที่ทำการลอกผิวเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การลอกหน้า เป็นการลอกเอาผิวหนังใบหน้า ส่วนที่เป็นแผล รอยย่น หรือรอยด่างดำซึ่งเกิดจากแสงแดด หลังลอกหน้าผิวหนังจะดูอ่อนกว่าวัย และมีความตึง การลอกหน้าเพื่อให้ผิวหน้าใส เหมือนทารกหรือที่เรียกว่าการทำเบบี้เฟซ

เป็นที่นิยมกันทั้งสถานเสริมสวย ที่มีแพทย์ผิวหนัง และสถาบันเสริมสวยทั่วไป การลอกหน้าไม่สามารถลบรอยแผล หรือรอยย่นที่ลึก การลอกหน้ามีด้วยกันหลายชนิดได้แก่

  1. การใช้สารเคมี
  2. การใช้เลเซอร
  3. การผ่าตัด

การการเปลี่ยนแปลงของผิวชนิดของโรค ความลึกของรอยโรค การลอกหน้าแบ่งตามลึกได้แก่

ลอกผิวขาวด้วยเคมี

  1. การลอกหน้าชนิดผิวหรือชนิดตื้น( superficial )
  2. การลอกหน้าชนิดปานกลาง( medium )
  3. การลอกหน้าชนิดลึก ( deep )

จะเห็นได้ว่าการลอกหน้ามีทั้งลอกชนิดตื้น และชนิดลึกซึ่งอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อน การลอกหน้าตามสถาบันเสริมสวยอาจจะไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการอบรม ดังนั้นท่านควรจะเลือกสถาบันซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญการ และผ่านการอบรมลอกหน้าเพื่อลดอาการแทรกซ้อน

ครีมลอกผิวขาว กับการเตรียมตัวก่อนใช้

แพทย์อาจจะแนะนำให้ท่านใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ ทาใบหน้าเพื่อที่จะให้หน้ามีผิวบาง ยาที่ใช้ลอกหน้าจะได้ซึมผ่านอย่างสะดวก สำหรับท่านที่แพ้ครีมที่มีวิตามินเอ

ท่านอาจจะใช้กรดผลไม้แทนก็ได้สำหรับท่านที่มีปัญหาเรื่องผิวมีสีคล้ำ อาจจะใช้สารที่ทำให้สีขาว เช่นHydroquinone นอกจากนั้นท่านอาจจะต้องหาคนมาเป็นเพื่อน และลางานในกรณีที่ต้องการลอกชนิดลึก

1.การลอกหน้าชนิดผิวหรือชนิดตื้น( superficial )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกเฉพาะชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล หรือชั้น epidermisซึ่งเป็นเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป การลอกหน้าชนิดนี้เหมาะสำหรับ

  • สภาพผิวที่เริ่มมีรอยย่นไม่มาก เป็นรอยเล็ก
  • ผิวสีไม่สม่ำเสมอ จางๆ
  •  ผิวมีจุดกระดำกระด่าง
  • มีแผลเล็กน้อยๆ

ข้อดีของการลอกชนิดนี้

  • ทำได้เร็ว
  • ระยะเวลาที่ผิวหนังกลับสู่ปกติสั้น

วิธีการลอก

แพทย์อาจจะให้ผู้ป่วยทาหน้าด้วยกรดผลไม้ หรือครีมที่มีส่วนประกอบของ AHA ทาผิวหน้าด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนลอกหน้า เพราะหากผิวเรียบและผิวสะอาดจะทำให้การลอกหน้าได้ผลดีขึ้น

วันที่จะไปลอกหน้าไม่ควรทาเครื่องสำอาง เพราะหากล้างออกไม่หมดอาจจะทำให้หน้าไม่สม่ำเสมอ การลอกหน้าแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอน และปิดตาด้วยผ้าก็อซเพื่อไม่ให้น้ำยาเข้าตา

แพทย์หรือผู้ช่วยจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แพทย์จะใช้น้ำยาลอกหน้าซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กรดผลไม้ทาทั่วหน้า การลอกหน้าชนิดนี้จะไม่ปวดแสบร้อนมาก อาจจะมีอาการระคายเคือง หรือคันๆเล็กน้อย ทาทิ้งไว้2-3 นาที

แล้วล้างครีมออกด้วยน้ำเปล่า หลังลอกหน้าผิวจะมีสีชมพูเล็กน้อย ผิวอาจจะบวมขึ้นเล็กน้อย รอยด่างหรือแผลจะดีขึ้น การลอกหน้าอาจจะต้องลอกต่อเนื่องหลายครั้ง แต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อสำคัญคือหลังลอกหน้าต้องทาครีมกันแสงที่มีค่า SPF อย่างต่ำ15 ทุกวัน

2.การลอกหน้าชนิดปานกลาง( medium )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกผิวหนังชั้นนอกสุด หนังชั้นกำพร้า และส่วนบนของหนังแท้ให้หลุดออกมา จำเป็นต้องใช้น้ำยาที่แรงกว่าการลอกชนิดตื้น ส่วนใหญ่ใช้สาร Trichloroacetic acid (TCA) การลอกชนิดนี้เหมาะสำหรับ

  • ผิวหนังที่เป็นมะเร็งผิวหนัง
  •  ผิวมีรอยด่างดำมาก
  •  ผิวมีแผลเป็นหลุมเป็นบ่อมาก
  •  ผิวมีรอยย่นหรือเหี่ยวมาก

วิธีการลอก

แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ยานอนหลับหรือยาชา แต่จะใช้พัดลมเป่าเพื่อลดอาการปวดแสบร้อนโดยจะทายาไว้บนผิวหนัง 10-15 นาทีและตามด้วยการประคบเย็น หลังลอกหน้าผิวจะมีสีขาวคล้ายเนื้อครีม

ต่อมาผิวจะบวมและมีสีแดง ตาอาจจะบวม อีก 2-3 วันผิวจะลอกเป็นขุยและสะเก็ดเป็นแผ่นสีดำเหมือนผิวไหม้จากแดดผิวจะไหม้ดำอยู่นาน 1-2 สัปดาห์ การลอกหน้านี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าชนิดตื้น อาจจะเกิดรอยแผลดำ ซึ่งกว่าจะจางต้องใช้เวลาหลายเดือน มีโอกาสเป็นแผล

3.การลอกหน้าชนิดลึก ( deep )

การลอกหน้าชนิดนี้จะลอกทั้งชั้นผิวหนังชั้นนอก หนังกำพร้า และหนังแท้ ก่อนการลอกหน้าแพทย์จะต้องทราบประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ แพทย์อาจจะต้องให้ยานอนหลับ

หรือยาชาร่วมด้วยดังนั้นจะต้องมีเพื่อนไปด้วย สารเคมีที่ใช้คือ phenol หากใช้มากเกินไปและมีการดูดซึมมากอาจจะเกิดผลเสีย ดังนั้นแพทย์จะตรวจวัดความดันโลหิต และติดตามการเต้นของหัวใจ การลอกหน้าชนิดลึกเหมาะสำหรับแก้ไขแผลเป็นผิวหนัง ผิวกระดำกระด่าง ผิวตกกระในสูงอายุ

หลังการลอกหน้าจะมีอาการบวมแดง และมีน้ำเหลืองไหล ตกสะเก็ดและลอกออกมา บางคนอาจจะมีเลือดออก ผิวจะลอกออกใน 2สัปดาห์แต่จะกลับเป็นธรรมชาติในหลายเดือน

การลอกชนิดลึกจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นแผลเป็นถาวร ผิวฝ่อ หรือมีการเปลี่ยนผิวสีถาวร ดังนั้นการจะลอกหน้าชั้นลึกต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรลอกหน้าชนิดลึกในร้านเสริมสวยเป็นอันขาด

การลอกหน้าไม่ว่าจะเป็นชนิดตื้นหรือลึกจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด และต้องใช้ครีมกันแสงแดดเสมอ เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหนังดำขึ้นมา การลอกหน้าไม่สามารถแก้ไขรอยย่นหรือถุงน้ำใต้ตา ไม่สามารถรักษาเส้นเลือดฝอยขยายตัว หรือแผลลึก

ครีมทาหน้าขาว กับสาเหตุหน้าหมองคล้ำ

หน้าหมองคล้ำ คือการแสดงออก ของ Homeostasis การแสดงออกอย่างหนึ่งของ Homeostasis ซึ่งเป็นการที่เซลล์สร้างสี ให้การปกป้องคุ้มครองแก่ปลายประสาท

ซึ่งกระจายตัวบริเวณ โหนกแก้ม หนวด เหนือคิ้ว โดยเซลล์สร้างสีมันจะสร้างเม็ดสีเมลานิน ขึ้นมาปริมาณมหาศาลเพื่อกันรังสี UV ที่จะทำอันตรายให้กับปลายประสาท เราจึงเห็นสีดำเป็นปื้น

บริเวณโหนกแก้มหนวด เหนือคิ้วตามบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่ หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือเห็นเป็นฝ้านั่นเอง ก็จะเห็นว่าฝ้าจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่เท่านั้น

ไม่มีทางเป็นทั่วหน้าเป็นอันขาด  แต่สำหรับกรณีของหน้าหมองคล้ำนั้น เราจะเห็นว่ามันหมองคล้ำทั้งใบหน้า ซึ่งต่างจากกรณีของการเป็นฝ้าการที่เซลล์สร้างสีพร้อมใจกันสร้างสีทั่วทั้งใบหน้า

ก็แสดงว่าเซลล์สร้างสีมันไม่ได้ปกป้อง เฉพาะปลายประสาทแบบเดียวกับกรณีของฝ้า มันพยายามปกป้องทุกๆ เซลล์ในผิวหนังจากรังสี UV รวมทั้งตัวมันเองด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่ากรณีหน้าหมองคล้ำตามธรรมชาติมันดำทั่วๆ ไปทั้งใบหน้า

ครีมทาหน้าขาว

แต่เนื่องจากโดยปกติแล้ว ใบหน้าคนเราไม่มีทางโดนแสง UV ได้เท่าๆ กันทั้งหน้า บางบริเวณก็โดนมากบางบริเวณก็น้อย มันก็เลยทำให้ใบหน้าที่หมองคล้ำนั้นคล้ำ

ไม่เท่ากันเกิดเป็นกรณีที่เรียกว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นคนที่หน้าหมองคล้ำมักจะมีสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วยเสมอโดยปกติแล้วรังสี UV จะมีอยู่ 3 ความยาวคลื่น

คือ UVA, UVB และ UVC สำหรับ UVC แล้วไม่ตกมาถึงผิวโลกจึงขอไม่พูดถึง ส่วนที่จะมีผลกับผิวหนังคือ UVA และ UVB ดูจากรูปประกอบคุณผู้อ่านจะเห็นว่า รังสี UVA

มีความยาวคลื่นสูงทะลุทะลวงได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเซลล์ที่สำคัญๆ ในชั้นนี้ก็คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)ซึ่งเซลล์ตัวที่ว่านี้จะทำหน้าที่หลักๆ คือสร้างพวก Collagen และ Elastin

เป็นตัวการทำให้ผิวหนังแข็งแรงมีความยืดหยุ่น ตึงตัว และในผิวหนังชั้นหนังแท้นี้ ก็ยังมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆด้วย ถ้าเซลล์ของผนังเส้น เลือดฝอยเหล่านี้เสียความตึงตัว

มันก็จะทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว ก็จะทำให้เลือดคั่งค้างในเส้นเลือดในปริมาณมากทำให้มองดูแล้วเห็นใบหน้าหมองคล้ำได้ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็กลายเป็นฝ้าเส้นเลือดได้

รังสี UVB มีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าก็จะทะลุทะลวงได้ไม่ลึกแค่ประมาณแถวๆ ชั้นหนังกำพร้าได้เท่านั้นซึ่งเซลล์ที่สำคัญในชั้นนี้ก็จะเป็นพวกเซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte)

และก็เซลล์สร้างสี(Melanocyte) ทั้งเซลล์สร้างสี เซลล์หนังกำพร้า เซลล์ไฟโบรบลาสต์ เซลล์เส้นเลือดฝอย จะมีทุกหนทุกแห่งบนผิวหนัง เพราะฉะนั้น กรณีหน้าหมองคล้ำจึงเป็นการที่เซลล์สร้างสีทำการปกป้องคุ้มครองเซลล์ที่กล่าวเหล่านี้ทั้งหมด

Homeostasis นั้นเป็นการที่เซลล์ในภาวะปกติ (ซึ่งยังไม่มีอะไรมากระตุ้นมันหรือมาคุกคามมัน เราจะเรียกว่าภาวะ Basal) ถูกกระตุ้นหรือมีอะไรไปคุกคามมันแล้วมันก็พยายามปรับตัวเพื่อสู้

กับสิ่งที่คุกคามหรือกระตุ้นมัน เพื่อเซลล์จะได้กลับสู่ภาวะปติ (Basal) และระหว่างที่มันถูกกระตุ้นหรือกำลังปรับตัวอยู่นั้น มันก็มีการแสดงออกมาด้วย (expression)

ถ้าสิ่งที่กระตุ้นหรือคุกคามมันไม่มากจนเกินไปหรือไม่เนิ่นนานจนเกินไปเซลล์ก็จะสามารถกลับมาสู่จุด Basal ได้ เราจะเรียกว่า เซลล์มันยังสามารถดำรงซึ่ง Homeostasis ได้

แต่ถ้าตัวกระตุ้นหรือภาวะคุกคามนั้นมากเกินกว่าความสามารถที่มันจะรับได้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า“โรค” เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่เซลมันมีการแสดงออก สิ่งหนึ่งที่มันกำลังบ่งบอกเราก็คือ มันบอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยมันปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นโรคได้

ในกรณีของหน้าหมองคล้ำ ถ้าสามารถที่จะหยุดโดนรังสี UV ได้ใบหน้าก็สามารถที่จะกลับมาสู่ปกติได้ แต่ถ้ายังขืนโดนมากๆ และนานๆต่อไปในที่สุดก็จะหลุดออกนอกจากสมดุลย์ Homeostasis

หรือพูดง่ายๆว่าเซลล์มันสู้ไม่ไหว ก็จะเกิดเป็นโรคหรือความผิดปกติตามมา ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อโดนรังสีมากๆ จนเกินดุลยภาพที่เซลล์จะสู้ไหวในที่สุดเซลล์หนังกำพร้าจะตาย

ก็จะเกิดกรณีที่เรียกว่า “ผิวไหม้” (Burn) เพราะฉะนั้นการตากแดดหนักๆ จึงเกิดกรณีผิวไหม้ Sun Burn ได้หรือบางกรณีรังสี UV อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารทางพันธุกรรมของเซลล์

ในที่สุดเซลล์ก็จะกลายเป็นเซล์มะเร็ง เพราะฉะนั้นการตากแดดมากๆ จึงเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ในกรณีถ้าเกิดกับ Fibroblast ก็จะทำให้มันสร้าง Collagen และ Elastin ได้ลดลง

ก็จะเกิดการแก่ก่อนวัย (Photoaging) เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานหรือโดนแดดมากๆก็จะแก่ก่อนวัยไงล่ะครับ หรือถ้าเกิดกับเซลล์ผนังเส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ ผนังเส้นเลือดจะเสียโทน เกิดเป็นฝ้าเส้นเลือดได้ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าหน้าหมองคล้ำนั้น เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของ Homeostasis และถ้าปล่อยไว้ในที่สุดมันก็จะเกิดโรคตามมา และการให้ครีมกันแดดอย่างเดียวอาจจะไม่พอเพียง ต้องใช้หลักทาง Holistic Homeostasis ให้การดูแลแบบครบทั้ง 4 มิติ

ครีมทาหน้าขาว และ สาเหตุของจุดด่างดำและความหมองคล้ำบนใบหน้า

สาเหตุของการเกิดจุดด่างดำ และ ความหมองคล้ำของผิวหน้า

  • รังสี UV จากแสงแดด

เป็นที่มาของการเกิดปัญหาหลากหลาย เช่น สิว ริ้วรอย ผิวไหม้หรือแม้แต่มะเร็งผิวหนัง และผิวที่มีจุดด่างดำหมองคล้ำก็มีสาเหตุมาจากรังสี UV ด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อผิวของเราสัมผัสถูกรังสี UV มากขึ้น ๆ จะก่อให้เกิดผลโดยตรงเลยต่อการผลิตเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นคือ ผิวจะมีการสร้างเมลาโนไซต์ คือเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเม็ดสีผิว

ให้มีจำนวนมากขึ้น และ เมลาโนไซต์หรือเจ้าตัวเซลล์สร้างสีผิว ก็จะถูกกระตุ้นให้มีการผลิตเมลานินเพิ่มขึ้น บริเวณที่มีการรวมตัวอย่างหนาแน่นของสีผิวเมลานิน

ก็จะทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำ และเกิดความหมองคล้ำขึ้นบนใบหน้าตามมาเนื่องจากการผลัดเซลล์ผิว ที่เกิดการทับถมของหนังกำพร้าเคลือบอยู่หลายชั้น สาเหตุอีกประการก็คือการกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างสารก่อการอักเสบ เช่น การอักเสบจากสิว เป็นต้น

  • ฮอร์โมน

เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วยเช่นกัน ที่ทำให้ผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลง ของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ในขณะตั้งครรภ์ วัยทอง หรือ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เพราะรับประทานยาบางประเภท ที่ทำให้ไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเมลานินมากจนเกินไป

ส่วนใหญ่การรวมตัวของเม็ดสีเมลานินที่มีสาเหตุมาจากระดับของฮอร์โมนนี้มักจะไม่เป็นลักษณะของจุดกระแต่จะมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ที่เราเรียกกันว่า ฝ้า

  • รอบดวงตาคล้ำ

ดูไม่สดชื่น เหมือนเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ไม่พิถีพิถันในการล้างหน้า ตอนเย็นกลับบ้านมาเหนื่อยๆ จะลบแต่คราบเมคอัพ ตอนเช้าตื่นสายจะรีบล้างหน้าอย่างเร็วๆ

ด้วยน้ำเปล่า พักผ่อนไม่พอ ส่องกระจกทีไรก็เห็นผิวไม่สดใส ดูหมองคล้ำ อาบน้ำ สระผมด้วยอุ่นเสมอ แม้ในหน้าร้อน และบ่อยครั้งที่เผลอล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเช่นกัน

  • ผิวหมองคล้ำขาดความสดใสเปล่งปลั่ง

มีสาเหตุใหญ่มาจาก การเผาผลาญภายในเซลล์ผิวมีประสิทธิภาพลดลงตามวัย รวมทั้ง ร่างกายเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ แม้แต่สภาพแวดล้อมที่ผิว

ต้องเผชิญอยู่เสมอ เช่น รังสี UV และต้องอยู่ในที่ๆ อากาศแห้งมี การแปรปรวนเสมอก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผิว หมองคล้ำได้ ลองเลือกปฏิบัติตามข้อเหล่านี้ดูซิค่ะ

กระตุ้นการเผาผลาญด้วยวิตามิน เพราะสิ่งที่ขาดหายไปสำหรับ ผิวที่หมองคล้ำ คือ วงจรการไหลเวียนโลหิตที่ปกติ และการเผาผลาญ เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ ควรสร้างเสริมสิ่งเหล่านี้ด้วยการรับประทาน อาหารที่มีวิตามิน ซี วิตามินอี และธาตุเหล็ก

  • ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

มักเข้าใจว่าในตอนเช้าไม่จำเป็นต้องล้างหน้ามาก แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงที่เรานอนหลับนั้น น้ำมันที่ถูกขับออกมาจะอุดตัน ตามรูขุมขน ดังนั้นการใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างหน้า จะไม่สามารถ ขจัดสิ่งสกปรกได้หมด จึงควรใช้ Cleansing Foam หรือ Cleansing Soap ทุกเช้า

หน้าวขาวออร่า

ทำความสะอาดผิวครั้งใหญ่ ด้วยการพอกหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ด้วย Mask ชนิดล้างออกหรือชนิดลอกออกก็ได้ เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญภายในเซลล์ผิว

และกำจัดสิ่งสกปรกอย่างล้ำลึกบริเวณรูขุมขน ที่การล้างหน้าปกติขจัดออกไม่หมด เติมความชุ่มชื้นด้วย “ครีมทาหน้าขาว”  ผิวหมองคล้ำมักขาดความชุ่มชื้น

และหยาบกร้าน เพราะวงจรการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวไม่ราบรื่น แนะนำให้ใช้ ครีมทาหน้าขาว เสริมควบคู่ไปกับครีมบำรุง ทุกเช้า-ก่อนนอน และมีวิธีดูแลผิวไม่ให้หมองคล้ำ ดังนี้
นวดหน้าให้ผิวมีสุขภาพดี เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอณูแป้งกระจายแสง เพื่อเนรมิตผิวหน้าเปล่งปลั่ง ทันใจ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์

ที่มีอณูแป้งกระจายแสง ควบคู่กับ Moisturizer ในตอนเช้า เพราะอณูแป้งที่กระจายแสงนั้นจะช่วยอำพรางความไม่สดใสของผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และทำให้รูขุมขนที่กว้างแล ดูเล็กลงอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงทำงานหนักที่มีผิว เหนื่อยล้า

  1. ปกปิดผิวด้วยรองพื้นชนิดน้ำ จะช่วยปกปิดร่องรอยไม่สดใส และเติม ความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้แต่งหน้าได้เนียนเป็นธรรมชาติ หากผิวดูหม่นหมองมากๆ แนะนำให้ทา Control Base ก่อนใช้รองพื้น อาจเป็นโทนสีเขียว หรือชมพู หรือเหลือง ตามความเหมาะสมของสีผิว
  2. ปกปิดรอยดำคล้ำรอบดวงตา ใช้มาสก์ ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้อวบอิ่ม จากนั้นจึงโดยใช้ Concealer ควบคู่กับการทารองพื้นปกปิดผิว และแต่งเปลือกตาด้วย Eye Shadow สีสว่าง ขั้นตอนสุดท้าย อาจไล้ด้วยแป้งฝุ่นโทนสีชมพูรอบดวงตา จะทำให้ดวงตาดูสดใสยิ่งขึ้น
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ สร้างบรรยากาศในการนอนด้วยกลิ่นหอม ที่ช่วยผ่อนคลาย หมอนที่หนุนก็ไม่ควรสูงเกิน 6-8 ซม.
  4. อาบน้ำขจัดความเหนื่อยล้า โดยปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นเพียงเล็กน้อยฉีดฝักบัว ตามจุดและต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสดชื่น หายเหนื่อย นอนหลับสบาย หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหมองคล้ำหยาบกร้าน และผิวอาจมีแนวโน้มเกิดฝ้า-กระได้ง่าย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวคล้ำเสีย ดร.เดวิด เบิร์ตวิสเทิล นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยพอนด์ส เลยมาไขข้อสงสัย 7 ปัญหาผิวหมองคล้ำที่สาวๆ อยากรู้ พร้อมแนะวิธีดูแลผิวให้สวยกระจ่างใสทุกฤดูกาล

  1. ผิวจะเริ่มหมองคล้ำขึ้น แม้ว่าจะโดนแสงแดดเพียง 60 วินาทีเท่านั้น ซึ่งผิวหมองคล้ำบ่งบอกว่าเซลล์ผิวเริ่มถูกทำลาย เป็นเสมือนสัญญาณ ให้รีบดูแลและปกป้องผิวก่อนจะคล้ำเสียสะสม จึงควรบำรุงผิวด้วย ครีมทาหน้าขาว จะช่วยให้หน้ากระจ่างใสขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
  2. เครื่องสำอางยอดฮิตอย่างแป้ง บีบีครีม หรือครีมรองพื้น หากทาซ้ำบ่อยๆ โดยไม่ล้างหน้าทำความสะอาดช่วงเย็นก่อนเข้านอนให้ผิวได้พักและหายใจ สร้างการอุดตันให้ผิวเกิดสิวและผิวหมองคล้ำในที่สุด
  3. สาวก Facebook และโซเชียลมีเดียพึงระวัง!  คอมพิวเตอร์สามารถปล่อยรังสี UVA รวมไปถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้ผิวหมองคล้ำได้
  4. ร่มกันแดดธรรมดาไม่สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้  เพราะรังสียูวียังสามารถสะท้อนทำร้ายผิวจากกระจก หรือพื้นคอนกรีตเวลาเดินผ่าน แม้แต่ในร่มผิวก็ยังหมองคล้ำขึ้นได้ จากรังสียูวีที่ลอดผ่านจากทางหน้าต่างบ้าน กระจกรถ หรือแม้แต่บนเครื่องบิน
  5. ประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเมืองไทย เสี่ยงกับการที่ผิวหน้าจะเผชิญกับรังสียูวีโดยตรง เนื่องจากเป็นโซนที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และชั้นบรรยากาศช่วยกรองแสงได้น้อยกว่าประเทศแถบอื่น
  6. จุดด่างดำจากรอยสิวจะยิ่งคล้ำเสียลงยิ่งกว่าเดิมหากโดนแสงแดดมากๆ เนื่องจากเซลล์ผิวเพิ่งฟื้นตัวจากการเกิดสิว ถ้าโดนแดดที่มีทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีมาก จะยิ่งทำให้รอยแดงของสิวยิ่งคล้ำเสียและเป็นจุดด่างดำที่เข้มชัดขึ้น
  7. ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของผิวหมองคล้ำไม่สดใส  ทำให้ผิวผลิตเมลานินมากกว่าปกติอีกด้วย

ครีมแต้มสิว และ ยาทารักษาสิว

ยารักษาสิวที่วางขายทั่วไปมี อยู่ 4 ประเภท ดังนี้

1. ยาทารักษาสิวชนิดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

หลักการทำงานของยาทารักษาสิวชนิดนี้คือ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มปฏิชีวนะ คลินด้ามัยซิน (Clindamycin), อีริโธรมัยซิน (Erythromycin), เมโธนิดาโซล (Metronidazole)

2. ยาทารักษาสิวชนิดผลัดผิวเซลล์

หลักการทำงานคือลดการอุดตันของสิว ทำให้สิวมีขนาดเล็กลง และละลายไขมันอุดตัน ได้แก่ ยา ทารักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ, กลุ่ม AHA และ BHA, กลุ่มอะเซลาอิกแอซิค (Azelaic Acid) ซึ่งจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคด้วย และยาทารักษาสิวกลุ่มเบนซอยด์ (Benzoyl)

 3. ยาทารักษาสิวชนิดลดการอักเสบของสิว

ยากลุ่มนี้ใช้เพื่อลดการอักเสบบวมแดงของสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งการใช้ควรใช้แค่พอรักษาหายแล้วหยุดทันที เพราะหากใช้นานเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อผิวได้

 4. ยาทารักษาสิวกลุ่มอื่น

ได้แก่ กลุ่ม Resorcinol, Licorice Extract PU40, Vitamin B3, Zinc Sulfate, Zinc Oxide หรือสารจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้หัวสิวแห้ง ลดรอยแดงของสิวและทำให้รอยสิวดูจางลง

ครีมแต้มสิว

ครีมแต้มสิว และ ยารักษาสิว ใช้อย่างไรให้ผิวสุขภาพดี

การใช้ “ครีมแต้มสิว” ติดต่อกันนานๆ สามารถใช้ได้ในบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มก็ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้ เช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค เพราะจะเกิดการดื้อยาของเชื้อโรคตามมา

และกลุ่มยาสเตียรอยด์ ที่อาจทำให้ผิวบางและเกิดเส้นเลือดฝอย ตลอดจนอาจก่อให้เกิดสิวสเตียรอยด์ขึ้นมาได้ หรือบางกลุ่มที่ใช้นานๆ อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้ง แสบ แดง

ได้แก่ กลุ่มยาผลัดผิวเซลล์ ดังนั้น การเลือกใช้ยาทารักษาสิวต้องรู้จักเลือกใช้อย่างถูกวิธี และมีการควบคุมสภาพผิวให้อยู่ในภาวะสมดุล คือมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยา

เมื่อเป็นสิวจะมีตัวยาอะไรที่ช่วยได้บ้าง ถ้าจะว่าไปแล้วยาเหล่านี้ก็มีได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นครีม เป็นเจล เป็นน้ำ ดังนี้

1. เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide)

ใช้เพื่อกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (เรียกว่า Propionibacteria Acnes หรือ P.Acne) และลดการผลิตน้ำมันของต่อมน้ำมันลง เป็นสารเคมีที่เป็นส่วนผสมของยารักษาสิวจำนวนมากที่มีขายอยู่ทั่วไป

(เช่นยี่ห้อ Clearasil และ ProActiv เป็นต้น) รวมถึงบางครั้งแพทย์ก็สั่งให้กับคนไข้ต่างหากด้วย มีการใช้กันมานานเป็นสิบปีแล้วและได้ผลค่อนข้างดีและราคาไม่แพง เจ้า P.Acne

ไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่ๆ มีออกซิเจนมากๆ ได้ (จำได้ไหมคะว่า เราเคยเรียนสุขศึกษามาว่า ออกซิเจนสามารถฆ่าเชื้อโรคบางอย่างได้) เบนโซอิลเพอออกไซด์

จะเพิ่มปริมาณออกซิเจนจำนวนมากให้กับบริเวณที่เป็นสิว ทำให้แบคทีเรียตายไป นอกจากนั้นยังสามารถทำความสะอาดรูขุมขน นำเอาเซลล์ที่ตายแล้วออกมาได้ ทำให้อาการสิวดีขึ้นได้

 2. ยาปฏิชีวนะต่างๆ (Antibiotics)

กลุ่มยาเหล่านี้ จะหยุดการเติบโตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในบริเวณรูขุมขนซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้เกิดสิวอักเสบ หรือแม้กระทั่งฆ่าเชื้อเหล่านี้ นอกจากนั้น ยังช่วยลดการระคายเคือง

ที่เกิดจากสารเคมีที่ถูกผลิตขึ้นโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว และยังลดความเข้มข้นของกรดไขมันในน้ำมันที่ต่อมน้ำมันขับออกมา เป็นการลดการอักเสบลงได้

ตัวอย่างของยาปฏิชีวนะที่ถูกนำมาช่วยใช้เป็นยารักษาสิวก็เช่น เตตราไซคลิน (Tetracycline – ส่วนมากจะใช้รับประทาน), อีริธโทรมัยซิน (Erythromycin – มีทั้งแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่)

ไมโนไซคลิน (Minocycline – ส่วนมากจะใช้รับประทาน), คลินดามัยซิน (Clindamycin – มีทั้งแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่) เป็นต้น

 3. เตรติโนอิน (Tretinoin)

เจ้าเตรติโนอินหรืออาจจะเรียกว่า เรติน-เอ, เอวีตา, หรือ เรโนวา (Retin-A, Avita, Renova) ก็ตามที ล้วนเป็นอนุพันธ์จากวิตามินเอทั้งสิ้น และได้รับการนำมาใช้เป็นยารักษาสิวที่เป็นหัวขาวหรือหัวดำ

ช่วยทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ตุ่มสิวหายอุดตันโดยทำให้เกิดการดันเอาสิ่งอุดตันออกมาจากรูขุมขน และจะลดการก่อตัวของหัวสิวใหม่ ซึ่งการใช้ยา ที่มีส่วนประกอบของเตรติโนอิน

อาจจะทำให้มีการระคายเคืองซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งการผลัดเซลล์ผิว บางคนเลยหยุดใช้ไปก่อนและคิดว่าไม่ได้ผล (ปกติในการใช้รักษาสิวจะกินเวลาประมาณ 6-9 สัปดาห์)

นอกจากนั้น เตรติโนอินยังเป็นยาใช้เฉพาะที่ชนิดเดียวที่มีข้อดีอีกประการหนึ่งคือสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้ด้วย ใช้เวลาเห็นผลราวๆ 6 เดือนขึ้นไป

 4. อแดพพาลีน (Adapalene)

เป็นเรตินอยด์ (Retinoid) ที่มีลักษณะเป็นวิตามินเอชนิดหนึ่ง และสามารถใช้เป็นยารักษาสิวได้ทั้งรูปแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่ (ทา) เมื่อเป็นยี่ห้อการค้าก็อาจจะใช้ชื่ออื่นไปเช่น ดิฟเฟอริน (Differin)

ในบางประเทศการใช้ยานี้อาจจะต้องการใบสั่งยาจากแพทย์ (พึงระวังในสตรีมีครรภ์ด้วย) ในการใช้งานอาจจะมีอาการระคายเคืองเช่นเดียวกับวิตามินเอทั่วไป

 5. กรดอาซเลอิก (Azelaic acid)

เป็นกรดเคมี (สกัดจากพืชเช่นข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ เป็นต้น) ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกับข้อ 2. มีหน้าที่หยุดการเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ

การอักเสบก็จะลดลง เลยกลายเป็นว่ามันทำหน้าที่เป็นยารักษาสิวไปได้ อย่างไรก็ตามตัวยาที่ทำงานด้วยกรดอาซเลอิกนี้จะไม่ได้ผลกับสิวที่ไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย

นอกจากนั้นเนื่องจากความเป็นกรดของมันจะมีผลต่อการลอกเซลล์ผิวและผลัดเซลล์ใหม่ด้วย ดังนั้นในการใช้งานอาจจะเกิดการแสบ ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง

ซึ่งจะต้องระวังไม่ให้โดนแสงแดดรุนแรงด้วย ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาจะประมาณ 1-2 เดือนหลังจากเริ่มใช้ จนกระทั่งเริ่มเห็นว่าสิวหายสนิท

ปัจจุบันนี้มีตัวยาหลายชนิดที่สามารถเป็นยารักษาสิวได้ ทั้งชนิดกินและทา แต่หากยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอยู่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นสิวได้อีกค่ะ

สรุปก็คือ ป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุไว้จะดีกว่า แต่เมื่อเป็นสิวแล้ว ก็ยังพอจะจัดการได้ด้วยเจ้าพวกยารักษาสิวต่างๆ

ครีมแต้มสิว2

หลักการรักษาสิวด้วย ครีมแต้มสิว

ที่ผ่านมาการรักษาสิวได้มีการพัฒนา “ครีมแต้มสิว”  ใหม่ๆ มากมายจริงๆ เรามีหลักการเลือกใช้ยาตามลักษณะอาการที่คุณเป็นอยู่ ในวัยแรกรุ่นที่มีความมันของใบหน้า

ตามแรงผลักของฮอร์โมนเพศอย่างมากหรือคุณเองที่มีลักษณะผิวค่อนข้างมันแต่ทว่ายังมีอาการสิวน้อยมาก Minimal เราแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณท์ทำความสะอาดผิว Acne cleansers เพื่อลดความมันได้ตามปกติ

แต่หากผิวถูกสิวเริ่มรุกรานตั้งแต่ First-line treatment สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงปานกลาง เราสามารถเลือกใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ Topical retinoids เป็นการรักษาอย่างแรกเพื่อลดสิวอุดตันและสิวอักเสบ

ระหว่างให้ยาทาเรตินอยด์อยู่ เรามักใช้ยาร่วมกันได้แก่ยาทาประเภทฆ่าเชื้อได้แก่บีพี Topical benzoyl peroxide ควบคู่ไปกับยาทาอีริโทรไมซินหรือคลินดาไมซิน Topical antibiotics

บางครั้งถ้าอาการสิวอักเสบรุนแรงเรื้อรังหรือเป็นพื้นที่มากๆ คุณอาจได้รับยาปฏิชีวนะชนิดกินOral antibiotics ได้แก่ ด็อกซิไซคลีนหรือคลินดาไมซิน เพื่อทำให้สิวหายเร็วขึ้น

การใช้ยาทาบีพีร่วมกับยาทาปฏิชีวนะก้อได้ผลมีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่เราไม่แนะนำให้ใช้ยาทาปฏิชีวนะอย่างเดียว เพราะจะได้ผลในการรักษาดีในช่วงแรก แต่เมื่อใช้ไปนานๆเชื้อสิวมักดื้อยา จึงควรคู่ไปกับยาทาขนานอื่น

สำหรับการใช้ยาทาสูตร salicylic acid ได้ผลปานกลาง ส่วนยาทา azelaic acid นั้นได้ผลในการทดลอง แต่เมื่อนำมาใช้จริงผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่ายังมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่ายาทารักษาสิวขนานอื่น

ส่วนยาทา sulfur resorcinol sodium sulfacetamide zinc และ aluminium chloride นั้น ยังมีข้อมูลผลการศึกษาถึงประสิทธิภาพในการรักษาสิวไม่ชัดเจน

สุดท้ายการทา ครีมแต้มสิว หลายชนิดร่วมกันนั้น ไม่ควรทาพร้อมกันครั้งเดียว นอกจากจะมีการระบุว่าถ้าทาพร้อมกันแล้วฤทธิ์เสริมกันทำให้อาการดีขึ้น

เป็นสิวดูแลตนเองอย่างไร

การดูแลตนเอง และการพบแพทย์เมื่อเป็นสิว ได้แก่

1. ห้ามแกะ หรือกดสิวด้วยตนเอง เพราะการกดที่ไม่ถูกวิธี และการแกะสิว มักก่อให้เกิดแผลเป็นโดยเฉพาะหลุมสิว

2. หลายการศึกษาพบว่า การเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์ สูง (Glyce mic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใด เมื่อกินแล้ว ส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน

รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid คือไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด ให้ผลไม่ดีกับผู้ที่มีปัญหาสิว

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุล และมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่ม ขึ้น

4. ฝึกผ่อนคลายความเครียด เช่น ด้วยการนั่งสมาธิ หรือ การฝึกการหายใจ (Breathing exercise)

5.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่า ไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedo genic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก

6. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่สำหรับในคนที่หน้ามันมาก

อาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด

เป็นสิวมากขนาดไหนจึงควรพบแพทย์

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าสิวมีการอักเสบ จะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวถาวรได้ ดังนั้น หากมีสิวอักเสบขึ้นต่อเนื่อง หรือสิวความรุนแรงตั้งแต่เกรดสองเป็นต้นไป

ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อขอรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว หาสาเหตุ และรักษาด้วยยาตามที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นถาวรต่อไป

ป้องกันสิวได้อย่างไร

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยง การป้องกันสิวเต็มร้อยเป็นไปได้ยาก แต่อาจลดโอกาสเกิดสิวให้น้อยลงได้ดังนี้

  • ใช้เครื่องสำอางชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (Water- based) และเป็นชนิดที่ไม่ก่อสิว (Non-comedogenic) หลีกเลี่ยงการใช้ชนิดมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก (Oil-based)
  • ไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะการล้างหน้าบ่อยๆก่อการระคายเคืองต่อเซลล์ผิวหน้า อาจเป็นปัจจัยให้เกิดสิวได้
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางรองพื้นที่หนาเกินไป
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอ เพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ไม่แกะสิว หรือ สัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียด ดังกล่าว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำงานได้อย่างมีสมดุล
  • เมื่อเคยพบแพทย์เรื่องสิว ควรปฏิบัติต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

ครีมรักษากระ และสาเหตุที่แท้จริง

กระ คืออะไร

กระก็คือจุดสีแทน ที่มีขนาดประมาณหัวเข็ม และมักจะขึ้นทีละหลาย ๆ จุดบนส่วนใดของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะใบหน้าและลำคอ ซึ่งกระจะแบ่งเป็น 4 ประเภท มาดูกันว่าประเภทไหนรักษาด้วย “ครีมรักษากระ” หายขาดได้บ้าง

ได้แก่ กระตื้น ที่มักจะพบกระจายบนใบหน้า หากไม่ถูกแดดนานเข้าก็มักจะจางไปเอง และกระลึกที่ส่วนใหญ่อยู่บนโหนกแก้มทั้งสองข้าง ส่วนที่เหลือคือกระเนื้อ และกระแดด

ทำไมเราจึงเป็นกระ ทั้งกรรมพันธุ์และแสงแดดมีผลอย่างมากกับการเกิดกระ เมื่อเราเจอกับรังสียูวีในแสงแดด ผิวชั้นนอกจะหนาขึ้น และเมลาโนไซต์จะเร่งการผลิตเม็ดสีเมลานิน

เพื่อช่วยในการป้องกันแสงแดด ทำให้ผิวมีสีเข้มมากขึ้น และฝ้าหรือกระ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเมลานินนั้นไม่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากกรรมพันธุ์ก็มีส่วนด้วย

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าหากพ่อแม่ไม่มีกระ คุณก็อาจไม่มีกระแม้จะถูกแดด สำหรับการป้องกันหลัก ๆ ทำได้ด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 หลีกเลี่ยงแสงแดดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และอย่าลืมสวมเสื้อผ้าที่กันแดดได้เวลาออกจากบ้าน

ครีมรักษากระ

กระ (Freckle) คือ อะไร มีกี่ประเภท

กระ คือ ความผิดปกติของสีผิว มีลักษณะเป็นจุด (Macule) สีน้ำตาล มักเกิดกระจายอยู่ทั่วใบหน้าโดยเฉพาะแก้มทั้ง 2 ข้าง พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย กระเกิดขึ้นในคนที่มีผิวขาว

โดยมีแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น ถ้าไม่ถูกแสงแดดก็จะไม่เกิดกระ ดังนั้นจะพบว่าเป็นกระเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า คอ แขน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกรรมพันธุ์เป็นพื้นฐาน กระจะมีสีเข้มและมีจำนวนมากขึ้นในฤดูร้อนที่มีแดดแรง และจะจางลงในฤดูหนาว ถ้าจะให้หายขาดไม่ควรรอเวลา ครีมรักษากระ ก้เป็นอีกวิธีที่ทำให้จางลงได้เร็วเช่นกัน

กระ แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. กระตื้น ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดสีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลงได้เอง

2. กระลึก ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง

3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ จะเป็นก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระก็ได้ บางครั้งดูคล้ายหูด มักพบบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัวก็ได้

4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุหรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน

ครีมรักษากระ กับวิธีการรักษาแบบเร่งด่วน

การรักษากระนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกระเป็นหลัก อย่างแรกเลยคือ คุณต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ประเมินว่ากระที่อยู่บนใบหน้าเป็นกระตื้นหรือกระลึก

ซึ่งในปัจจุบัน มีเลเซอร์มากมายหลายประเภทที่สามารถทำให้รอยกระเลือนหายไปได้ แต่มักต้องผ่านการรักษาหลายครั้งกว่าจะเห็นผล

กระ 2

1.Alexandrite Laser

ใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 755 นาโนเมตร เพื่อทำลายกลุ่มเม็ดสีเมลานินในกระตื้นและกระลึก ใช้เวลาทำประมาณ 20 นาที แต่ก่อนนั้นต้องแปะยาชา

เสร็จแล้วบริเวณกระจะกลายเป็นสะเก็ดสีดำ ๆ ซึ่งจะหลุดลอกไปเองและทำให้ใบหน้ากระจ่างใสในเวลาหนึ่งสัปดาห์

2.Fraxel ใช้การปล่อยคลื่นแสงเป็นจุดเล็ก ๆ ลงไปใต้ผิว

ทำให้เซลล์ที่เก่าและตายหลุดออกมาภายใน 1-2 สัปดาห์ และมีเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ เหมาะกับกระตื้น ในขั้นตอนการทำอาจต้องแปะยาชาและเจ็บปวดเล็กน้อย

หลังจากนั้นจะรู้สึกแสนแผลบ้าง สำหรับคนที่สนใจควรเพื่อเวลาไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง และอาจต้องทำ 2-3 ครั้งจึงจะเห็นผล

3.Medlite C6 ใช้เทคโนโลยี Nd:YAG

ซึ่งให้เลเซอร์สองชนิดที่สามารถทำลายได้ทั้งฝ้า กระตื้น และกระลึก ไม่เกิดแผลหลังการรักษา แต่บางรายที่มีกระอยู่มาก อาจต้องใช้ยาชาซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง สำหรับจำนวนครั้งที่เห็นผลนั้น จะแตกต่างกันไปตามบุคคล

4.IPL พลังงานแสงความเข้มสูง

ใช้ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้ผิวหนัง เหมาะกับการรักษากระตื้น ไม่เจ็บปวด แต่ต้องทำ 2-3 ครั้งขึ้นไป โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที (รวมเวลามาส์ก)

กระเนื้อ เป็นผลจากการเจริญผิดปกติของผิวหนังส่วนบนลักษณะเป็นตุ่มแบน ผิวอาจดูขรุขระเล็กน้อย มีสีแตกต่างกันได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนกระทั่งสีดำมีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็ก จนกระทั่งใหญ่เป็นเซนติเมตรก็ได้ ตุ่มมีลักษณะพิเศษ คือ ดูคล้ายตุ่มนั้นแปะบนผิวหนัง

ความหมายและสาเหตุของกระเนื้อ

แทบทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น จะพบกระเนื้อมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งเข้าสู่วัยชราก็จะพบได้บ่อยขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามอายุ

นอกจากนี้อาจพบมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ ตามหลังการให้ยาฮอร์โมนบางชนิด จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดด้วย

กระเนื้อเกิดขึ้นที่ใดในร่างกายได้บ้าง กระเนื้อพบบ่อยที่บริเวณหน้าอก หลัง ใบหน้า คอ และหนังศีรษะ แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย โดยในระยะแรกจะเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อน ต่อไปจะขยายใหญ่นูนหนาขึ้น

สีเข้มและผิวขรุขระมากขึ้น จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ ?

ดังที่กล่าวแล้วว่าแทบทุกคนจะมีกระเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ากระเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นในร่างกาย

แต่เนื่องจากกระเนื้อมักจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และถ้ามันอยู่ในบริเวณที่กระทบกระแทบง่าย หรือเราไปแกะเกาทำให้มีเลือดออกก็ขอแนะนำให้รักษา

กระเนื้อที่มีสีดำมากก่อน โดยอาจใช้ “ครีมรักษากระ”  รักษาในเบื้องต้นก่อน บางครั้งแยกยากจากมะเร็งผิวหนังบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

วิธีรักษามีหลายวิธี ดังนี้

1.จี้ไฟฟ้า ก่อนจี้จะต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดทาบริเวณรอยโรค แล้วจี้บริเวณรอยโรคด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หลังจากนั้นขูดเนื้อเยื่อบริเวณที่จี้ออก วิธีนี้จะมีแผลตื้น ๆ บริเวณที่ขูดซึ่งจะหายภายใน 1 สัปดาห์

2.จี้ด้วยสารเคมี เช่น กรดไตรคลออะซิติค วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะมีอาการแสบบ้างบริเวณตำแหน่งที่จี้ การจี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายและหลุดออก ข้อเสีย คือ ถ้ากระเนื้อหนามากอาจหลุดไม่หมด หรือต้องจี้หลายครั้ง

3.จี้ด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นใต้รอยโรค ซึ่งต่อไปจะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดไปใน 2-3 สัปดาห์ ข้อเสียคือบางครั้งอาจเกิดรอยดำหรือขาวหรือแผลเป็นบริเวณรอยโรค สำหรับรอยดำหรือขาวที่เกิดจะจางไปได้ตามเวลา

กระเนื้อ

 มีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่ให้ลักษณะคล้ายคลึงกัน กับกระตื้น

1. หูด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า Human papilloma virus ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อจะเป็นตุ่มนูนแข็งผิวขรุขระ แต่สีมักเป็นสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน

2. ไฝ

3. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผิวขาวที่อาชีพการงานต้องออกแดด เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสะสม

เห็นผิวหนังเป็นจุดหรือปื้นดำ ๆ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ

4. มะเร็งผิวหนังบางชนิด บางครั้งแยกจากกระเนื้อยาก ข้อสังเกตคือ ถ้ารอยโรคนั้นโตเร็วมีแผลมีเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

กระและฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

กระมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็ก กว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและ ผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย

เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น  สำหรับฝ้าพบบ่อยในสุภาพสตรีวัยกลางคน มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง

ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิด  ของฝ้าได้เป็นสามชนิด ชนิดแรกคือฝ้าที่เกิดในบริเวณหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม

บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสี  เมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนังจึงง่ายต่อการกำจัด ชนิดที่สองคือฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ผื่นฝ้าจะเป็น  สีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม

ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจนเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาค่อนข้างยาก ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา ชนิดสุดท้ายเป็นชนิดผสม มีเม็ดสี  เมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า

การแยกชนิดของฝ้านั้นจะมีประโยชน์  ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการตรวจ  ด้วยสายตาอาจมีข้อจำกัด

บางครั้งอาจต้องใช้กล้องแสงอัลตราไวโอเลต (UV Camera) ช่วยในการจำแนกชนิดของฝ้า   สาเหตุของการเกิดฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันได้แก่ แสงแดด ฮอร์โมน ยา การแพ้เครื่องสำอาง ตลอดจนพันธุกรรม สำหรับแสงแดดมีส่วนประกอบ  ของรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด A (UVA) และชนิด B (UVB)

รังสีทั้งสองชนิดเป็นปัจจัยสำคัญ  ที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น ในส่วนของฮอร์โมนเชื่อว่าฮอร์โมนเพศชนิดเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มีผลทำให้เกิดฝ้า โดยสังเกตพบว่าฝ้าจะเป็นมากขึ้นใน

สตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจะจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิด  หรือหลังคลอดบุตร นอกจากนั้นการรับประทานยาบางชนิดอาจมีส่วนทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้นเช่น ยากันชักชนิด diphenylhydantoin เป็นต้น

สำหรับการแพ้เครื่องสำอางอาจเป็นสาเหตุทำให้  เกิดฝ้าได้ โดยเฉพาะการแพ้น้ำหอมหรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางนั้นๆ     สำหรับการรักษากระและฝ้า นั้นจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่ประสบปัญหาเสียก่อนว่า

ส่วนใหญ่  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง การรักษามุ่ง  เน้นหลักสำคัญสองประการคือหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น

ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น

การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น  ต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การเลือกครีมกันแดดจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสม

กับปัญหาของตัวเรา ในกรณีที่มีปัญหากระหรือฝ้าควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 15 ถึง 30 หรือสูงกว่าขึ้นไป

อย่างไรก็ตามครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ บางชนิดอาจมีลักษณะข้นเหนียว ทำให้รู้สึกเหนอะหนะไม่น่าใช้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน

และถ้า  จำเป็นต้องตากแดด ควรทาครีมกันแดดวันละสองครั้งหรือมากกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า  ครีมกันแดดบนผิวหน้ายังมีปริมาณที่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด มิได้จางหายไปกับเหงื่อที่

มักจะถูกซับด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าอยู่เสมอ ในกรณีที่มีสภาพผิวหน้าแบบผิวมันเป็นสิวง่าย ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นสูตร Non-comedogenic หรือ สูตร water-based และควร  อยู่ในรูปของเจลหรือโลชั่นจะเหมาะสมกว่าในรูปของครีม

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี และครีมกันแดดคืออะไร?

ครีมกันแดดเป็นของคู่กายทุกครั้งก่อนที่คุณจะออกแดด ไม่ว่าจะเป็นยามสาย ยามเที่ยง ยามบ่าย หรือไม่ว่ายามไหน ๆ ที่ต้องเผชิญรังสียูวี แต่บางทีคุณก็อาจจะหลงลืม มองข้าม หรือลืมใส่ใจข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับครีมกันแดดไป กระปุกดอทคอทจึงได้นำข้อมูลที่คาดว่าสาว ๆ หลายคนอาจยังไม่รู้ รู้ว่ารู้แต่ลืมใส่ใจเกี่ยวกับครีมกันแดดมาฝากกันค่ะ

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี

1. All day protection ปกป้องผิวได้ทั้งวันจริงหรือ ?
ไม่ว่าบนตัวผลิตภัณฑ์กันแดด จะอ้างคุณสมบัติ ว่าสามาาถปกป้องผิวได้ยาวนาน ตลอดทังวันแค่ไหน แต่ความจริงคือ สิ่งนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อครีมกันแดดที่ทาลงไป

ได้เจอกับเหงื่อ น้ำมัน หรือของเหลวอื่น ๆ มันก็จะลบเลือน และประสิทธิภาพในการปกป้องผิวก็จะลดลงตามไปด้วย ทางที่ดีจึงควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวันจะเป็นการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดีที่สุด

2. Sun screen กับ Sun tan ไม่เหมือนกันนะ
อาจเพราะขวด Sun screen และ Sun tan วางอยู่ใกล้กันบนชั้นขายของในร้านค้า หลาย ๆ คนจึงอาจสับสนว่ามันคือสิ่งเดียวกัน แต่มีเพียง Sun screen เท่านั้นที่ทำหน้าที่กันแดด

ป้องกันรังสียูวี ส่วน Sun tan เป็นครีมที่ทาแล้วทำให้ผิวดูดซับรังสียูวีได้มากขึ้น ผิวจึงคล้ำลง หรือที่เรียกว่ามีผิวสีแทน แบบที่บรรดาฝรั่งผิวขาวเขานิยมกันนั่นเอง

3. เลือกใช้แบบไหนถึงจะดี ?
เพื่อจะเลือกครีมกันแดด ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุก ๆ วันของคุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง แนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดด ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ (water resistant)

มีค่า SPF30 เป็นอย่างต่ำ (และก็ไม่จำเป็นต้องสูงมาก ค่า SPF สูง ไม่ได้หมายความว่าสามารถกันแดดได้ดีกว่า) นอกจากนี้ยังต้องป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบีด้วย (broad-spectrum sunscreen)

4. หลากรูปแบบของครีมกันแดด
ครีมกันแดด ไม่ได้มีแต่เนื้อครีม อย่างที่เราเรียกกัน จนคุ้นปากเท่านั้น มันยังผลิตภัณฑ์กันแดด แบบที่เป็นเนื้อเจล แบบสเปรย์ แบบแท่ง แบบโลชั่น ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งาน ต่าง ๆ กันไป เช่น แบบสเปรย์เหมาะกับเด็ก

แบบเนื้อเจลเหมาะสำหรับผิวที่มีเส้นขน แบบแท่งเหมาะสำหรับ ทาผิวส่วนที่บอบบาง เช่น รองดวงตา ขณะที่แบบโลชั่นเหมาะสำหรับทุกส่วนของร่างกาย เป็นต้น

5. ครีมกันแดดมีอายุการใช้งานเท่าไหร่ ?
ครีมกันแดดที่ยังไม่เปิดใช้งาน จะมีอายุได้ราว 3 ปีนับจากวันผลิต ส่วนครีมกันแดด ที่เปิดใช้งานแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1 ปี แต่หากพบว่านเนื้อครีม เปลี่ยนสภาพ มีกลิ่นที่ผิดแปลกไป จากปกติ ก็ไม่ควรนำมาใช้ค่ะ โดยการเสื่อมสภาพ ก่อนหมดอายุนี้สามารถเกิดขึ้นได้ หากผลิตภัณฑ์ถูกเก็บไว้ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

6. ต้องทาครีมกันแดดที่บริเวณไหนบ้าง ?

คนส่วนใหญ่คุ้นชิน กับการทาครีมกันแดด เฉพาะพื้นผิวบริเวณกว้าง ๆ และถูกแดดโดยตรง ได้แก่ ใบหน้า แขน และขา แต่ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ลืมใส่ใจจุดเล็ก ๆ ที่ถูกแดดลามเลียด้วย เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นต้นคอ อก ใบหู และหลังเท้า เท่านี้ผิวตัว จะได้ไม่ดูด่าง เพราะสีผิวไม่สม่ำเสมอ จากการถูกแสงแดด ไม่เท่ากันนั่นเองค่ะ

ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี กับ วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด

1.ดูค่า SPF

ถ้าหากอยากจะรู้ว่า  “ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี ” ก่อนอื่นเลยคุณต้องดูค่า SPF ก่อนเลยค่ะว่า ครีมกันแดดยี่ห้อนั้นสามารถป้องกัน UVB ได้กี่เท่า ซึ่งครีมกันแดดที่ดีควรจะป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVBกันแดดตัว

  • สำหรับ UVA นั้น เป็นรังสีที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหายจนเป็นรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ยังไม่มีค่ามาตรฐานกำหนด ปัจจุบันจึงนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + เป็นตัวบอก โดยควรเลือกครีมกันแดดที่ระบุว่า PA++ ขึ้นไป
  • ส่วน UVB นั้น เป็นครีมกันแดดที่ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบ และไหม้ของผิวหนัง โดยปกติคนไทยมีผิวคล้ำ ซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้นควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ

2.ดูส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติม
สาว ๆ หลายคนมักจะเลือกใช้ครีมกันแดด SPF สูง ๆ เช่น SPF 50, SPF60  แต่รู้หรือไม่คะว่า บางครั้งสารกันแดด ที่อยู่ในครีมกันแดด ก็อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพ ดีเท่าที่ควร ส่วน

ผสมในตัวครีม ก็สำคัญไม่น้อยเช่นกัน ควรเลือกครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของ ซิงก์อ๊อกไซด์, ไททาเนียมไดออกไซด์, อโวเบนโซน หรือเม็กโซริล จะดีที่สุด

3.เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน

สาว ๆ ออฟฟิศ ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเกินไปหรอกนะคะ เลือกเพียง SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนที่ชอบเล่นกีฬา หรือต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ทำให้มีเหงื่อออกได้ง่าย ควรเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และกันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance)

จะช่วยปกป้องได้ดีกว่า ส่วนสาว ๆ ที่จะลงว่ายน้ำ หรือไปชายทะเล ควรใช้ครีมกันแดดค่า SPF 30 ขึ้นไปเช่นกัน และทาซ้ำทุก 1 ชั่วโมง ที่สำคัญ ควรทาครีมก่อนลงน้ำครึ่งชั่วโมงจึงจะได้ผลค่ะ

4.ราคาหรือยี่ห้อไม่สำคัญ

ขอเพียงมีคุณสมบัติครบแล้วก็ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองก็เพียงพอแล้วค่ะ

5.สีผิวของแต่ละคน

สาว ๆ ที่มีผิวขาว ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพราะผิวขาวจะไวต่อการรับแสงแดดมากกว่าคนผิวคล้ำนั่นเอง โดยควรเลือกดังนี้

  •  ผิวขาวแบบชาวยุโรป เป็นผิวบางมาก เกิดผิวไหม้ง่ายมากหลังสัมผัสกับแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ (SPF 45-60)
  •  ผิวขาวอมชมพูแบบคนเอเชีย เป็นผิวที่บอบบางมาก เกิดผิวไหม้ได้ไว ทำให้ผิวเป็นสีแทนได้ ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ค่อนข้างสูง (SPF 30-45)
  • ผิวขาวเหลืองในคนเอเชีย ผิวชนิดนี้บอบบางแต่ยังมีเมลานินอยู่บ้าง จึงสามารถทนต่อแสงแดดได้ดีกว่าผิว 2 ชนิดแรก ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF ปานกลาง (SPF30)
  • ผิวคล้ำ เป็นมีเมลานินสูง ไม่เกิดการไหม้ ไม่เกิดสีแทน จึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำ (SPF 15) ก็เพียงพอแล้ว

วิธีทดสอบการแพ้ครีมกันแดด
หากต้องการทดสอบว่า เราแพ้ครีมกันแดดยี่ห้อไหน ให้ลองทาครีมกันแดดบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วสังเกตว่ามีอาการบวม แดงหรือไม่ ถ้าปรากฏอาการดังกล่าวแสดงว่าแพ้สารเคมีชนิดหนึ่ง

อย่างไรก็ตามคนบางประเภท (delay sensitivity) อาจจะใช้เวลานานกว่าจะปรากฏอาการแพ้ จึงควรรอดูอาการถึง 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง จึงจะสรุปได้ว่าไม่มีอาการแพ้จริง ๆ

ประโยชน์ของครีมกันแดด
ช่วยปกป้องการทำลายเซลล์ผิวหนัง จากรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง และยังทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง

ในคนเอเชียโอกาสที่จะเกิดมะเร็วผิวหนังมีไม่มากนัก ดังนั้นการใช้ครีมกันแดด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน การเกิดจุดด่างดำบนผิวหนังมากกว่า

ประเภทของครีมกันแดด

ครีมกันแดดมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้คือ

1. Chemical Sunscreen
เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพัก สารเคมีเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพ นั่นคือสาเหตุที่เราจึงต้องทาครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีปริมาณมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย

2. Physical Sunscreen
เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสาร ที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก แต่มีข้อด้อยคือ

ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังชั้นบน เพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย

3. แบบผสม Chemical-Physical Sunscreen
เป็นการเสริมข้อดี ลดข้อด้อยในแต่ละส่วน นั่นคือ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากสารประเภทสารเคมี และลดความขาวเมื่อทาครีม และเสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกัน

“ส่วนผสมในครีมกันแดด สามารถแบ่งตามสารออกฤทธิ์ได้ดังนี้

1. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Sulisobenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxoryl sx
2. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ปัองกัน UVB ไ้ด้แก่ Aminobenzoic acid (PABA), Homosalate, Cinoxate, Octyl methoxycinnamate, Octyl salicylate, Padimate O, Phenylbenzimidazole sulfonic acid, Trolamine salicylate, Methyl anthralinate
3. สารออกฤทธิ์กลุ่ม Physical เป็นสารกันแดดที่สะท้อนแสงที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc Oxide

ครีมลบรอยดำกับ วิธีการรักษา

ครีมลบรอยดำ

ผิวสวยหน้าใสเป็นสิ่งปรารถนาสำหรับทุกท่าน การดูแลสุขภาพผิวที่ถูกวิธีจะช่วยให้ท่านมีผิวพรรณที่ดี ช่วยเสริมบุคลิกภาพ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การพักผ่อนที่เพียงพอ

ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1-2 ลิตร รวมถึงการหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยการสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม และใช้ยาทากันแดดจะช่วยชะลอปัญหาผิวพรรณ หมองคล้ำหยาบกร้านก่อนวัยอันสมควร

อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะได้มีการดูแลผิวพรรณแล้ว แต่มีปัจจัยบางอย่างในแต่ละช่วงอายุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณ เช่น ปัญหาการเกิดสิวในช่วงวัยรุ่น, ปัญหาฝ้า กระในผู้สูงอายุ

เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งทำให้การทำงานของต่อมไขมันเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้เกิดเป็นสิวอักเสบ บางครั้งทิ้งริ้วรอยไว้เป็นผลและรอยขรุขระที่ผิวหนัง ทำให้วัยรุ่นบางคนขาดความมั่นใจในตนเอง

การแก้ไขปัญหารอยแผลเป็นจากสิวทำได้โดยการ หลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นการเกิดสิวซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเป็น โดยการดูแลสุขภาพผิว เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ

หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว เช่น ความร้อน แสงแดด มลภาวะจากควันรถยนต์ การแต่งหน้าเข้มเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงการบีบ แคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้เกิดแผลเป็นเพิ่มขึ้น

 แพทย์ผิวหนังมีการรักษาที่ช่วยเหลือในกรณีเกิดแผลเป็นแล้ว ดังนี้

  • การใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามิน เอ ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนทำให้แผลตื้นขึ้น
  • การแต้มแผลเป็นด้วยน้ำยา TCA หลังแต้มน้ำยาแล้วจะเกิดสะเก็ดสีดำที่ตำแหน่งแต้มยา สะเก็ดจะหลุดลอกภายใน 1 สัปดาห์
  • การทำไอออนโต (Iontophoresis) เป็นวิธีการที่ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน ๆ ช่วยผลักประจุยาเข้าสู่ผิวหนัง หลังจากทำอาจมีใบหน้าแดงเรื่อ ๆ ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 1 วัน
  • การผลัดผิวโดยวิธี MD (Microdermabrasion) เป็นการผลัดผิวโดยใช้หลักการพ่นผง Crystal ซึ่งทำด้วยผลึกอลูมิเนียมอ๊อกไซด์ที่มีขนาดเล็กเท่าทรายละเอียด เพื่อขัดผิวส่วนขี้ไคล และหนังกำพร้าส่วนบนให้หลุดไป หลังจากนั้นจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่เพื่อทดแทน
  • ยังมีการผลัดผิวแบบใหม่ เรียกว่า MD Plus (Microdermabrasion Plus) เป็นการเพิ่มวิธีการบำบัดผิวโดยการใช้ระบบสูญญากาศนวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แล้วจึงพ่นผง Crystal ทำการผลัดผิว ตามมาด้วยการใช้แสง blue light เพื่อลดการอักเสบของสิวอักเสบ
  • การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ ในปัจจุบันมีเลเซอร์ที่สามารถกระตุ้นเส้นใจคอลลาเจน เพื่อช่วยให้แผลเป็นจากสิวตื้นขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดแผลที่ใบหน้าและไม่มีอาการเจ็บ หลังทำการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดนี้สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยการรักษาหลายครั้ง

การรักษาโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นให้ผลการรักษาที่แตกต่างขึ้นกับลักษณะของแผลเป็น ผลที่ได้จากการรักษาคือ ทำให้สภาพผิวเรียบเนียนขึ้นจากเดิมซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาตามแต่ลักษณะผิวเดิม

รอยแดง รอยดำคล้ำจากผิวอักเสบ คืออะไร

เป็นอาการสีผิวไม่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหายจากการอักเสบ และรวมถึงอาการเหล่านี้ด้วย

  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • อาการแพ้
  • อุบัติเหตุ
  • ปฎิกิริยาจากการใช้ยา
  • อาการแพ้ยาที่ผิวหนังโดยมีปฎิกิริยาจากแสงแดดร่วมด้วย
  • แผลบาดเจ็บ (เช่นผิวไหม้)
  • ปฎิกิริยาจากการอักเสบ เช่นสิว ผิวหนังอักเสบ

รอยแดง รอยดำคล้ำที่เกิดขึ้น จะอยู่ในบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บที่รักษาหายแล้ว จะมีสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงดำ สีที่ดำคล้ำขึ้นเนื่องจากเผชิญกับแสงแดด

การใช้ยารักษาบางอย่างก็อาจทำให้สีผิวคล้ำขึ้น เช่นยาต้านเชื้อมาลาเรีย, ยารักษาโรคเรื้อน, เตตร้าไซคลิน, ยาต้านมะเร็งเช่น bleomycin, doxorubicin, 5-fluorouracil และ busulfan

รอยดำคล้ำนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดได้มากกว่าในคนที่มีผิวคล้ำ อาการเหล่านี้จะเห็นได้ขัดเจนมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับแสงแดด ตัวอย่างของอาการเหล่านี้เช่น การสัมผัสกับพิษของพืชบางชนิดแล้วแพ้

      ครีมลบรอยดำ และสาเหตุของการเกิดรอยคล้ำจากผิวอักเสบ

1.เกิดจากการผลิตเม็ดสีในบริเวณที่เป็นแผลอักเสบซ้ำๆ

ในขั้นตอนที่ผิวทำการรักษาแผล นั้น อธิบายกันอย่างละเอียดก็คือ เมลาโนไซท์ทำหน้าที่ผลิตเมลานินมากขึ้น  ซึ่งจะแพร่ไปยังเคราติโนไซท์รอบๆ เคราติโนไซท์ คือเซลล์ผิวซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มความผิดปกติของเม็ดสีผิว (hypermelanosis) ชั้นหนังกำพร้า

2.เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีผิวในชั้นหนังแท้

เม็ดสีผิวที่เกิดที่ชั้นลึกลงไป จะเกิดขึ้นเมื่อการอักเสบนั้นกระจายลงไปถึงขอบเขตสุดท้ายของชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดเม็ดสีผิวขึ้นที่ชั้นผิวที่อยู่ติดกับหนังกำพร้า การเกิดภาวะอักเสบที่ชั้นผิวหนังกำพร้า

ชั้นนอกสุดของผิวหนัง ที่ตอบสนองจากการบาดเจ็บหรือเป็นแผล มีผลให้ผิวหลั่งและทำปฎิกิริยากับกรดอะราชิโดนิค (arachidonic) ไปยัง prostaglandin

3.ยากินกลุ่มโลคูเทรียน (leukotriene) และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใกล้เคียงกัน

ซึ่งจะไปปรับเปลี่ยนการทำงานของภูมิคุ้มกันเซลล์ และเมลาโนไซท์และทำให้เกิดรอยแดง รอยดำได้เช่นกัน

วิธีการรักษารอยดำคล้ำจากผิวอักเสบ

โดยปกติแล้วจุดด่างดำบนผิวจะค่อย ๆ จางลงและกลับเป็นสีผิวปกติได้ต้องใช้เวลา ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นั้นอาจใช้เวลานานถึง 6-12 เดือน หรืออาจนานถึง 2 ปีในบางรายก็เป็นได้ แต่สำหรับ ครีมลบรอยดำ บางตัว อาจเห็นผลเร็วกว่านั้น

ผู้ป่วยควรจะได้รับการแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีคุณภาพดีเป็นประจำทุกวัน เมื่อต้องเผชิญแสงแดดเพื่อ ป้องกันจุดด่างดำนั้นไม่ให้คล้ำขึ้นกว่าเดิม

ผลิตภัณฑ์ ที่ใช้รักษาภายนอกมีมากมายที่จะช่วยให้ขาวขึ้น หรือฟอกสีจุดด่างดำที่ชั้นหนังกำพร้าได้ ส่วนใหญ่แล้วให้ผลดี แต่หากรักษาร่วมกันกับวิธีการต่าง ๆ ที่แนะนำด้านล่างนี้ก็จะให้ผลที่ชัดเจนมากขึ้น

  1. Hydroquinone
  2. Tretinoin Cream
  3. Corticosteroid creams
  4. AHA
  5. Azelaic acid
  6. Applecider Vinegar
  7. Laser
  8. Gylcolic acid peel

วิธีการรักษาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถรักษาความผิดปกติของเม็ดสีผิวที่ชั้นหนังแท้ได้  การแต่งหน้าเพื่ออำพราง เป็นเทคนิคการใช้เมคอัพก็สามารถใช้เพื่อปกปิดอำพรางจุดด่างดำของผิวได้ โดยไม่ทำลายผิว

ลบรอยดำ

  วิธีการปกป้องริ้วรอยบนใบหน้า

ผู้หญิง ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากมีริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะยังไม่ถึงเวลาอันควร การจะอยู่ให้ไกลห่างจากริ้วรอยไม่ใช่เรื่องยาก เพียงสร้างความเข้าใจกับตัวเองก่อนว่า ริ้วรอยไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น เฉพาะกับผู้สูงวัยเท่านั้น

แต่สามารถเกิดจากการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน เช่น ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพอากาศเดี๋ยวอยู่ที่ร้อน

เดี๋ยวอยู่ที่เย็น รวมทั้งสภาพจิตใจที่ไม่กลาง ไม่บวก ผันผวนง่าย ต่อมเครียดอยู่แถวปลายจมูก ล้วนส่งผลให้ริ้วรอยมาเยือนก่อนวัยอันควรทั้งสิ้น รู้อย่างนี้แล้ว เรามาหลีกหนีจากริ้วรอยกันดีกว่า ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด

รู้กันทั่วว่าทั้งเจ้ารังสียูวีเอ และยูวีบีเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดริ้วรอย ยิ่งอาทิตย์สาดแสงแรงตลอดเวลาอย่างเมืองไทย แนะให้เลี่ยงเสีย หรือถ้ามีเหตุต้องปะทะแดด โดยเฉพาะคนที่ทา “ครีมลบรอยดำ”  ยิ่งต้องทากันแดดอยู่เป็นประจำค่ะ

ก็ชโลมครีมกันแดดเข้าไป นอกจากจะป้องกันผิวไม่ให้ไหม้แดดอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยแล้ว ยังป้องกันมะเร็งผิวหนังไปในตัว

  • สวมแว่นกันแดด

นอกจากจะปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตแล้ว ยังช่วยลดอาการหรี่ตา ย่นคิ้ว อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยตีนกาได้ชะงัดนัก

  • ไม่สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงผิวพรรณได้เต็มที่และเพียงพอ ทำให้เซลล์ผิวหนังไม่สดใสและส่งผลให้เกิดเซลล์ใหม่ล่าช้าแล้ว

ยังเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเร็วขึ้น สำคัญที่สุดคือรอยย่นเล็กๆบริเวณริมฝีปาก ถ้าไม่อยากมีจีบรอบปากแถมปากดำคล้ำล่ะก็ เลิกเสีย

  • รักษาความสะอาดอย่างล้ำลึก

หลังเสร็จภารกิจประจำวัน ไม่ว่าจากงานหรือเริงร่า อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดหมดจด นี่คือกฎเหล็กที่สาวทุกคนห้ามลืม ห้ามเผลอ ห้ามขี้เกียจผลัดคืนเป็นรุ่งเป็นอันขาด

โดยเฉพาะสาวที่พอกเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะหนาเตอะหรือบางเบา ก่อนล้างหน้าต้องใช้ครีมเช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดก่อนเสมอ แล้วจึงล้างด้วยสบู่ล้างหน้าที่เลือกสรรแล้วว่าเหมาะกับสภาพผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป

  • ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว

คืนความชุ่มชื้น ให้แก่ผิวหน้าด้วยการโปะ ไนท์ครีม และ  ครีมลบรอยดำ ก่อนนอนทุกคืน หรืออาจจะเติมกำลังเสริมด้วยการมาสก์หน้าทิ้งไว้ 5 – 10 นาทีอาทิตย์ละครั้ง ย้ำว่าอาทิตย์ละครั้ง ยุทธวิธีทบดอกเบี้ยประเภทอาทิตย์นี้ลืมอาทิตย์หน้ามาสก์ไปครึ่งชั่วโมงนั้น อย่าได้นำมาใช้เชียว

จุดด่างดำเป็นอะไรที่ ทุกคนกลัวและอยากวิ่งหนีสุดๆ หากจุดด่างดำไปเกิดบนใบหน้าของผู้หญิง แล้วละก็เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ทำให้ความงามที่เคยมีกลายเป็นความไม่สวย และไม่มั่นใจไปเลยทีเดียว

จุดด่างดำนั้นเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก สำหรับผู้หญิง หลายๆ คน การป้องกันนั้นง่ายกว่าการรักษา แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงสิวหรือการอักเสบอื่นๆ

ที่อาจนำไปสู่การเกิดจุดด่างดำได้ ฉะนั้น นี่จึงเป็นข้อแนะนำที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

  1. อย่าแกะอย่าเกา พยายามหลีกเลี่ยงการคุ้ยแคะแกะเกาสิว หรือตุ่มคันจากแมลงกัดต่อย เพราะนั่นอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้
  2. ปกป้องผิว โดยใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวัน และควรทำซ้ำในระหว่างวัน เพื่อป้องกันจุดด่างดำหรือรอยแผลเป็นในอนาคต
  3. อย่าขัดผิวแรงๆ การใช้สครับขัดผิวแรงๆ หรือใช้แบบที่มีเม็ดขัดแบบหยาบ หรือคมเกินไป อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนหรือบาดแผลรอบๆ หัวสิว จนอาจทำให้ การอักเสบลุกลามบานปลายได้

วิธีทําให้หน้าขาว อมชมพู

วิธีทำให้หน้าขาว

วิธีทำให้หน้าขาวใส อมชมพูดูเป็นธรรมชาติ

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่อยากมีใบหน้าสวยใส ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ วันนี้เรามีสูตรการพอกหน้า สุดพิฌศษ ที่สรรหามาจากทั่วโลก ให้คุณได้บำรุงผิวหน้าของคุณ ให้คุณมีผิวที่ขาวใส แลดูอ่อนเยาว์

  • พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง

วิธีการ: ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วใช้ปลายนิ้วแตะน้ำผึ้ งลูบไล้บนใบหน้า และลำคอเบาๆ สักครู่ แล้วนวดหน้าด้วยปลายนิ้ว อย่างแผ่วเบาประมาณ 5 นาที จนน้ำผึ้งเหนียว นวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้ง ไว้ประมาณ 10-15 นาที

ระหว่างนั้น ให้นอนพัก ศีรษะอยู่ต่ำกว่า ระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหล มาหล่อเลี้ยง ที่ใบหน้า และลำคอ ได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อครบเวลาแล้ว ก็ค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดน้ำผึ้งออก ให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี

  • พอกหน้าด้วยแอปเปิ้ล

วิธีการ : ปอกแอปเปิ้ล คว้านเอาไส้และเมล็ดออก บดให้ละเอียด ขณะที่บด ให้ผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย เมื่อบด จนเข้ากันดีแล้ว นำเอาส่วนผสมนี้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วใช้นมสดเย็นๆ ล้างออก

  • พอกหน้าด้วยแตงโม

วิธีการ : ฝานแตงโมเป็นชิ้นบางๆ จากส่วนที่แดงที่สุด นำมาแปะให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ผ้าขาวบาง คลุมหน้าไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

  • พอกหน้าด้วยไข่ขาว

วิธีการ : ตอกไข่ไก่ 1 ฟอง แยกไข่แดงออก เทเฉพาะไข่ขาวลงในถ้วย ใช้ส้อมตีไข่ขาว จนเป็นฟองพอสมควร แล้วใช้แปรงขนนุ่ม จุ่มไข่ขาว ทาให้ทั่วใบหน้า และลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนไข่ขาว เริ่มจับตัวแข็ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

  • พอกหน้าด้วยน้ำมะนาวและน้ำผึ้ง

วิธีการ : ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำมาทาให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

  • พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ

วิธีการ : ฝานมะเขือเทศ 1 ชิ้นหนาๆ ถูให้ทั่วใบหน้า และลำคอเบาๆ ตรงบริเวณที่มีสิวเสี้ยน มะเขือเทศมี วิตามินซีและกรด AHA จะช่วยลอกผิวหน้าที่ตายแล้วให้หลุดออกได้ หลังจากนั้นจึงค่อยใช้สำลีชุบน้ำเย็น เช็ดมะเขือเทศออกให้สะอาด

  • พอกหน้าด้วยนมเปรี้ยว

วิธีการ : สำหรับผู้ที่ มีผิวหน้ามัน ล้างหน้าให้สะอาด ก่อนจะเอานมเปรี้ยว ที่แช่เย็นจัดพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีหรือนานกว่านั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดออก ตำรานี้จะใช้ได้ผลดีมาก ในหน้าร้อน เพราะจะช่วยให้ ใบหน้าที่ซีดเซียว กลับเปล่งปลั่งขึ้นได้

วิธีทำให้หน้าขาว ” 8 เทคนิคทำอย่างไรให้หน้าขาวใส

เชื่อว่าหลายคน ก็คงสรรหาทั้ง ครีมหน้าขาว เทคนิคการบำรุงผิวหน้า ให้ดูขาวใสอยู่ตลอดเวลา ทั้งเพิ่มเติม เสริมแต่ง เพื่อให้ตนเองดูดี และ อ่อนกว่าวัย กันอย่างมากมาย เราจึงเขขอแนะนำเทคนิคเพียง 8 วิธีทำให้หน้าขาว ดังนี้

1. หากผู้อ่านเป็น ผู้ที่ชื่นชอบการแต่งหน้า เป็นชีวิตจิตใจ ก็ควรทำความสะอาดหน้า เป็นพิเศษเพื่อขจัดสิ่งเหล่านั้น ให้หมดไป หรือ หากท่านไม่ได้เป็น ผู้ที่ชื่นชอบในการแต่งหน้าเท่าไหร่นัก ก็เพียงล้างหน้า ด้วยน้ำเย็น ทุกครั้งหลังออก ไปทำกิจกรรมต่างๆ ภายนอกบ้าน หรือ ก่อนนอน

2. เลือกสรรโฟมล้างหน้า หรือสบู่สำหรับล้างหน้า โดยเฉพาะ ที่เหมาะสมกับผิวหน้าของเราเอง ด้วยน้ำเย็น หากแต่ไม่ควรล้างบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้หน้าขาดความชุ่มชื่นได้

3. ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้เป็นเพียงการ เปิดรูขุมขนให้กว้างขึ้น เมื่อล้างสิ่งสกปรกเรียบร้อย แล้วควรใช้น้ำเย็นล้างออกตาม

4. หลังจากการล้างหน้าทุกครั้ง ควรใช้ ครีมหน้าขาว หรือ โลชั่น เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

5. หมั่นหาเวลาว่างให้ความสำคัญกับการขัดผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

6. รับประทานอาหารให้ครบตามหลัก 5 หมู่ และ ดื่มน้ำสะอาด

7. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน หรือ วันละ 15 นาที เพื่อให้ ผิวขาว ดูสดใสอยู่ตลอดเวลา

8. ไม่ควรเครียดมากเกินไป ควรให้อารมณ์ของคุณ อยู่ในอารมณ์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะจากการสำรวจจะพบว่า ผู้ที่มีอารมณ์ดี มักเป็นผู้ที่มีหน้าตาแจ่มใส และ สดใสกว่า

นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และ งดการดื่ม หรือรับประทานอาหาร ที่มีแอลกอฮอล์จำนวนมาก เพราะหากพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้เราดูหมองคล้ำได้ค่ะ

หน้าชาววิธีเกร็ดความรู้เพิ่มเติม

  • กลูต้าไธโอนคืออะไร ทำให้ผิวขาวได้อย่างไร

Glutathione (กลูตาไทโอน) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

  • Detoxification

กลูตาไทโอน ช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษ ออกจากร่างกาย โดยไปเปลี่ยนสารพิษ ชนิดไม่ละลายในน้ำ คือ ละลายในน้ำมัน

เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และง่ายต่อการกำจัด ออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด

  • Antioxidant

กลูตาไทโอน มีคุณสมบัติเป็นสารต้าน ปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญ ตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

  • Immune Enhancer

ช่วยกระตุ้น ภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงาน ของเอ็นไซม์หลายชนิด เพื่อให้ร่างกาย ต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส นอกจากนี้ กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้าง และซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

แหล่งที่พบ :

  1. พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผักชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์ แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut
  2. ร่างกายเราก็สามารถ สร้างกลูตาไทโอนได้ และมีสารหลายชนิด ที่ช่วยเพิ่มการสร้างได้แก่ Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine, Whey Protein, Vitamin B-6, Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

ภาวะการขาด :

  1. โดยปกติแล้ว ร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิด ที่ทำให้เกิด ความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น
  2. หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione5 โรค หรืออาการบางชนิด ที่เกี่ยวข้องกับการขาดสารนี้
  3. หรือต้องการสารนี้ ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน โรคความดัน6 ต้อหิน มะเร็ง7 เอดส์ ฯลฯ ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ เนื่องจากอัตราในการใช้ กลูตาไทโอนเพิ่มขึ้น

ชนิดและขนาดรับประทาน :

  1. ปัจจุบัน กลูตาไทโอน มีวางจำหน่ายในหลายรูปแบบ เช่น ชนิดเม็ด หรือแคปซูล ชนิดพ่น ชนิดฉีดเข้าเส้น และฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  2. ผู้ป่วยโรคชนิดต่างๆ ที่ตรวจพบว่า มีการขาดสารนี้ ควรใช้ตามแพทย์แนะนำ ในแง่ของการป้องกัน หรือเพื่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ขนาดที่รับประทานคือ 500-1000 มก. ต่อวัน

ผลข้างเคียง : ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอนชนิดรับประทาน

หน้าชาววิธี

วิธีทำให้หน้าขาว กับอันตรายของครีมหน้าขาว ที่ผสมไฮโดรควิโนน

การผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่ทำให้ผิวขาวนั้น ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะ เป็น วิธีทำให้หน้าขาว เร็วทันใจในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย บริษัทเครื่องสำอางจึงได้ทำการคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภค

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครีมที่ทำให้ผิวหน้าขาวใส ในปัจจุบัน จึงมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ วางจำหน่ายอยู่มากมาย ในท้องตลาด ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์ ก็มีส่วนประกอบของสาร สำคัญที่ทำให้ผิวขาวแตกต่างกันไป

ไฮโดรควิโนน : เป็นสารเคมี ซึ่งเป็นที่นิยม ในการนำมาเตรียมครีม ที่ทำให้หน้าขาวในอดีต เนื่องจากเห็นผลได้เร็ว ไฮโดรควิโนนออกฤทธิ์ โดยการการยับยั้ง กระบวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง หรือที่เรียกว่า เมลานิน

จึงมีผล ทำให้ผิวขาวขึ้นได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนนั้น ควรใช้กับผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือรอยด่างดำจากสิวที่รุนแรง และจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของตัวยา ที่แน่นอนระบุอยู่ นอกจากนี้ ควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป

และไม่ควรหยุดใช้ยาทันที เนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำ ลงกว่าเดิมได้ จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสี มาทดแทน นอกจากนี้ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด ซึ่งหากทายาที่มีส่วนผสม ของไฮโดรควิโนนแล้ว ไม่ทาครีมกันแดด ฝ้าจะดำกว่าเดิมได้

ในปัจจุบันนี้ ไฮโดรควิโนนได้ถูกสั่งห้าม ใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่วางจำหน่ายทั่วไป อย่างไรก็ตามในคลินิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ยังสามารถจ่ายให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสมตามดุลยพินิจของแพทย์

การใช้ครีม ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน  ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เช่น การหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนน ในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

คือ 3-5% สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนน ในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2% ซึ่งอาจก่อให้เกิด ผลข้างเคียงจากการใช้ได้ เริ่มจาก อาการระคายเคืองต่อผิว เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวร รักษาไม่หาย

ทำให้เกิดโรคผิวหนังขึ้น เกิดตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้ม และสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ทายาบ่อยๆ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร สีน้ำเงินอมดำได้

ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนัง มีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ของครีมหน้าขาว ที่ผสมไฮโดรควิโนน รู้แบบนี้แลือกซื้อครีมให้ดีๆนะคะ ก่อนซื้อ ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อหา วิธีทำให้หน้าขาว จริง และปลอดภัย