ครีมกันแดดทาตัว และประโยชน์ของครีมกันแดด

ช่วยปกป้องการทำลายเซลล์ผิวหนัง จากรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง และยังทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง

ในคนเอเชียโอกาสที่จะเกิดมะเร็วผิวหนังมีไม่มากนัก ดังนั้นการใช้ครีมกันแดด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน การเกิดจุดด่างดำบนผิวหนังมากกว่า

ประเภทของครีมกันแดด ครีมกันแดดมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้คือ  

1. Chemical Sunscreen

เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพักสารเคมีเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพ

นั่นคือสาเหตุที่เราจึงต้องทาครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีปริมาณมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย

2. Physical Sunscreen

เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสาร ที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก

แต่มีข้อด้อยคือ ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังชั้นบน เพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย

3. แบบผสม Chemical-Physical Sunscreen  

เป็นการเสริมข้อดี ลดข้อด้อยในแต่ละส่วน นั่นคือ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากสารประเภทสารเคมี และลดความขาวเมื่อทาครีม และเสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกันส่วนผสมในครีมกันแดด

สามารถแบ่งตามสารออกฤทธิ์ได้ดังนี้   

  1. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Sulisobenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxoryl sx
  2.  สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ปัองกัน UVB ได้แก่ Aminobenzoic acid (PABA), Homosalate, Cinoxate, Octyl methoxycinnamate, Octyl salicylate, Padimate O, Phenylbenzimidazole sulfonic acid, Trolamine salicylate, Methyl anthralinate
  3. สารออกฤทธิ์กลุ่ม Physical เป็นสารกันแดดที่สะท้อนแสงที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc Oxide

ครีมกันแดดทาตัว กับวิธีเลือกซื้อ

ในแสงแดดมีรังสีอยู่หลายชนิด ที่รู้จักกันดีก็คือ อุลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งรังสีนี้จะถูกดูดซับโดยชั้นโอโซน มีแค่ UVAและ UVB ที่ลงมาถึงพื้นโลก

ซึ่งรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้มีผลต่อผิวหนังโดยเฉพาะ UVA มีผลทำให้เกิด กระ ฝ้า เหี่ยว แก่ก่อนวัย UVB มีผลทำให้เกิดการ แดง แสบ ไหม้ ของผิวหนัง และรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายโปรตีนพันธุกรรมทำให้เกิดเนื้องอกผิวหนังได้

1. SPF (Sun Protective Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ป้องกัน UVB ได้กี่เท่าส่วน UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน ปัจจุบันนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + ปกติคนไทยมีผิวคล้ำซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้น SPF มากกว่า 15 และ PA++ ขึ้นไป ก็เพียงพอ

2. ดูที่กิจกรรม ถ้าออกกำลังกลางแจ้ง มีเหงื่อ ว่ายน้ำ ทำงานกลางแดด ต้องใช้ SPF ที่สูงขึ้นและเลือกประเภทที่กันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance)

3. ปริมาณ ควรใช้ปริมานที่ไม่น้อยเกินไป เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยากันทำให้ลดคุณภาพลงไป

4. จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน ก็สำคัญ ถ้าอยู่ในออฟฟิศ ห้องแอร์ วันละครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องทำงานกลางแดด โดนลม อาจจะทาเติม ถ้าว่ายน้ำต้องทาทุก 2-3 ชั่วโมง

5. ทาแล้วก็ต้องเลี่ยงแดดด้วย ใส่แว่น ใส่หมวก เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้กันได้ 100 %

6. ยี่ห้อ ราคา ไม่สำคัญ ขอให้มีคุณสมบัติครบ ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง เช่น คัน ผื่น

7. อาหาร อย่าลืมทานอาหารที่มีความสามารถ กำจัดอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน เกลือแร่ ในผักทุกชนิด และผลไม้ด้วย

  ครีมกันแดดทาตัว กับวิธีเลือกใช้

สำหรับคนเอเชีย เช่น คนไทย ซึ่งไม่นิยมผิวคล้ำ และการอาบแดด การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9.00-15.00 น

สวมเสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง หรือกางร่มเสมอ แต่ในกรณีที่ทำงาน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง, เด็ก หรือการท่องเที่ยวทางน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้ยากันแดด ควรเลือกดังนี้

1. ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาที ก่อนอยู่กลางแดด และอาจทาซ้ำทุก 15 นาที หลังจากทาครั้งแรก หรือทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำ หรืออยู่กลางแดดจัด

เนื่องจากการทาครีมกันแดดทาตัวซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดด ได้อีก 2-3 เท่า เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักทายากันแดดในปริมาณน้อยกว่าที่ควร

2. มีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น Oxybenzone + TiO2 หรือ Parsol 1789 + ZnO เป็นต้น

3. กันน้ำได้ ( water resistance, หรือ water proof)

4. มีการทดลองว่า ไม่สลายจากแสง (photo stable)

การเลือกใช้ครีมกันแดด

1. สามารถป้องกันรังสีทั้ง UVA และ UVB สาร กันแดดชนิดที่ดูดซึมแสง จะใสไม่มีสี เมื่อทาแล้วจะมองไม่เห็น แต่ถ้าเป็นชนิดสะท้อนแสง เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นปื้นหนา

จึงไม่เป็นที่นิยมใช้กัน แต่คนที่แพ้แสงแดดมาก จำเป็นจะต้องใช้สารกันแดดที่มีสารสะท้อนแสงด้วย เพื่อลดปริมาณ รังสีอุลตร้าไวโอเลตที่ผิวหนัง

2. ต้องติดผิวหนังได้ดี  ไม่เป็นสารที่ระเหยและไม่ควรละลายน้ำ (Water proof) หรือ ทนต่อการชะล้างของน้ำหรือเหงื่อได้ดี ควรทายากันแดดอย่างน้อย 1 ชม. ก่อนถูกแดดจึงจะได้ผลดีที่สุด

3. เหมาะสมกับผิว “ครีมกันแดดทาตัว” หรือสารกันแดดมีหลายชนิด เช่น ครีม โลชั่น เจล บางชนิดมีส่วนผสมของแอลอกฮอล์ (Alcohol) คน ที่มีผิวค่อนข้างมันหรือเป็นสิว

ควรเลือกใช้ ครีมกันแดดทาตัว ที่เป็นโลชั่นหรือเจล มากกว่าครีม เพราะจะไม่เหนียวเหนอะหนะ ส่วนคนที่ผิวแห้งควรใช้ครีมกันแดด จะเหมาะกว่าเพราะครีมจะมีส่วนที่เป็นน้ำมัน

ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นด้วย และไม่ควรใช้สารกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น ได้

4.ไม่เป็นพิษ  ไม่ระคายเคือง หรือเกิดอาการแพ้ สารกันแดดที่มีสารจำพวก PABAมีโอกาสแพ้ได้มากกว่า กลุ่ม non-PABA สารที่ปะปนมากับสารกันแดด

อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น สี ,น้ำหอม ,Mineral oil ,Petrolatum ,Isopropyl esters ,Lanolin derivertives ,Waxes ,Thickerners ก่อนใช้สารกันแดด ควรทดลองใช้บางบริเวณก่อน เช่น บริเวณ ใต้ท้องแขน ใต้คาง เป็นต้น

สารกันแดดแสงแดดกับผิวหนังเป็นของคู่กัน ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกาย เป็นปราการด่านแรกที่ต้องเจอกับแสงแดด  ในแสงแดดมีรังสีอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet ray)

ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ มากมาย ทั้งที่เป็นผลดีและที่เป็นผลเสียกับผิวหนัง ถ้าได้รับแสงแดดจัดมากอาจเกิดอาการแดง (Erythrema) หรือเกิดอาการที่เรียกว่า ถูกแดดเผา (Sunburn)

ซึ่งเป็นการทำงายเซลล์หนังกำพร้าชั่วคราว แต่หากถูกแสงแดดเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ผิวหนังหนา หยาบกร้านมากขึ้นและทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำ (Tanning)ขึ้นได้

body sunscreen

เนื่องจากการที่แสงแดดกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิวหนังให้สร้างเม็ดสี (Melanin pigment)เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้รังสีอุลตร้าไวโอเลต อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้

โดยเฉพาะในคนผิวขาวจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนผิวดำ เนื่องจากคนผิวดำจะมีผิวหนังหนาและมี เมลานินมากกว่า จึงทำให้ป้องกันรังสีจากแสงแดด ได้มากกว่า

ดังนั้นจึงควรปกป้องผิว จากแสงแดดให้มากที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการตากแดด หรือ สวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด ในปัจจุบันได้มีการผลิตสารที่ช่วยป้องกัน รังสีอุลตราไวโอเลต ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์กัน แดด ใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกัน รังสีอุลตราไวโอเลต ได้

ประเภทของสารกันแดด  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. กลุ่มสะท้อนแสง (Protection by Reflection) สารในกลุ่มนี้เป็นสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง (Physical barrier) ป้องกันไม่ให้รังสี (UV)ผ่านผิวหนังได้

สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide ,Zinc oxide ,Magnesium carbonate ,Calcium carbonate ,Iron oxide ,Magnesium oxide เป็นต้น

เนื่องจากสารกลุ่มนี้เป็นสารทีมีสีทึบและมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสีทุกชนิด (ตั้งแต่ช่วงคลื่น 290 –760 nm.)เมื่อรังสีอุลตร้าไวโอเลตตกกระทบจะถูกสะท้อนออกหมด ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นสารป้องกันแดดเผาได้

2. กลุ่มดูดซับแสง (Protection by Absorption) สารประเภทนี้จะสามารถดูดกลืนรังสี อุลตร้าไวโอเลตไว้ได้ บางชนิดดูดกลืนได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่บางชนิดสามารถดูดกลืนได้ทั้ง UVA และ UVB

  • Suntanning agents เป็นสารกันแดดที่สามารถดูดกลืนรังสี UVBได้ประมาณ 85%และสามารถปล่อยรังสี UVA ผ่านผิวหนังได้ จึงทำให้ผิวเป็นสีแทน จึงใช้ทาเพื่อเปลี่ยนสีผิวเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นยาทากันแดด
  • Sunburn preventive agents เป็นสารกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการดูดกลืนรังสี UVBได้ประมาณ 95%หรือมากกว่า

สารทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจจะเป็นสารคนละตัวหรือสารตัวเดียวกันก็ได้ ถ้าเป้นสารตัวเดียวกันที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB มักจะใช้ความเข้มข้นสูงเพื่อใช้เป็น Sunburn preventive agents แต่หากใช้ในความเข้มข้นต่ำจะกลายเป็น Suntanning agents ได้

  • Opaque sunblock agentsเป็นสารกันแดดที่ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง เนื่องจากเป็นสารที่ทึบแสง รังสีทุกชนิดที่มากระทบจะถูกสะท้อนออกหมด จึงเป็นได้ทั้ง Sunburn preventive agents และ Suntanning agents ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนั้น

ครีมทาตัวขาว ต้องมีส่วนประกอบใด ที่ทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น ภายใน 1 อาทิตย์

ครีมทาตัวขาว

ส่วนประกอบหรือตัวยาที่สำคัญ ใน “ครีมทาตัวขาว”

กลูตาไธโอน

ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เปล่งปลั่งไร้รอยด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู

สารสกัดจากเปลือกสน

ทำให้ผิวขาวใส โดยลดปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดขนาดและความเข้มของฝ้า กระและช่วยปรับสภาพผิวให้กลับขาวใสขึ้น เนื่องจากเป็นสาร ต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้แรง

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

ในเมล็ดองุ่นมีสารบางชนิด ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อโครงสร้างผิวแข็งแรง ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้างผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย ลดความหยาบกร้าน หมองคล้ำ ทำให้ผิวใส เรียบเนียน

ชาเขียวสกัด

ปกป้องและรักษาผิวจากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย

โคเอนไซม์คิวเทน

ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอย ด้วยการเร่งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่นแข็งแรง

วิตามินซี

เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดการถูกทำลายของเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยคงความแข็งแรงของผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวและเผยผิวขาวเนียนสดใส

สารสกัดจากมะเขือเทศ

ลดรอยดำ และความหมองคล้ำจากผลกระทบโดยตรงหรือโดยทางอ้อมจากแสงแดด ลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจาการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย เสริมฤทธิ์กับชาเขียวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว

วิตามินอี

เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย

ซีลิเนี่ยม

ลดการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ผิว ทำงานเสริม กับวิตามินซี และวิตามินอี

ครีมทาตัวขาว จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อทาควบคู่กับเคล็ดลับผิวเนียนขาว 11 วิธี ดังต่อไปนี้

1. การขัดผิว

เป็นวิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว และยิ่งใช้คู่กับ ” ครีมทาตัวขาว “ ยิ่งทำให้เห็นผลเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 5 เท่า

โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้

มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลง และไวต่อแดดมากกว่าเดิม

3. น้ำนมเพื่อผิวขาว

ไม่จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

4. ผลไม้รสเปรี้ยว

ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว

ควรใช้ครีมบำรุง ที่มีไวท์เทนนิ่ง เพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอน เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ของครีมบำรุง ให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวัน ให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด

หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่ง ที่มีส่วนผสม ของสารป้องกันแสงแดด ก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

6. ครีมกันแดด

ควรเป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋า อยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญ กับแสงแดดจัด โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน จะได้หยิบขึ้นมา ใช้ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า

ครีมกันแดด จำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิว หรือใช้เอเอชเอ กับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดด ทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

7. ทานอาหารให้เหมาะสม

โดยให้มีผัก และผลไม้ ในอัตราส่วน ครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้ เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวย กระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกาย ขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณ ก็จะสดใสขึ้น อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะทานในช่วงเวลา ที่ทา ครีมทาตัวขาว ผิวยิ่งจะขาวใส ออร่าขึ้นเรื่อยๆ

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิว รวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใส อยู่ตลอดเวลา อีกอย่างการออกกำลังกาย ยังช่วยลด การอุดตันของสิ่งสกปรก ใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย

วิตามินซี มีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้น จึงเป็นสารอาหาร ที่ร่างกายควรได้รับ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะ จากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว

หรือหากได้รับใน แต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ด ที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาวนี้ จะช่วยในเรื่องผิว และมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

10. การอบไอน้ำผิวหน้า

เป็นการทำความสะอาด สิ่งสกปรกที่อุดตัน อยู่ในรูขุมขน อย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของ ผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน

โดยวิธีอบไอน้ำ ผิวหน้า ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะ ต้มน้ำจนเดือด จากนั้น นำกะทะมาวางบนโต๊ะ แล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำ จะเข้าไปทำความสะอาด สิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน

11. สารพัดสูตรพอกหน้า

ใครอยากมี ผิวขาวสุขภาพดี ควรพอกหน้า รวมถึงผิวกาย ให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาว ที่สามารถทำเองได้ จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญ ยังเห็นผลชัดอีกด้วย หากทำอย่างต่อเนื่อง

สูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่นำมาฝากกัน มีดังนี้

สูตรที่แรก: สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอ มาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้น นำไปพอกบนใบหน้า หรือผิวกาย ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

สูตรที่สอง: โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้ อีกชนิดหนึ่ง ที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้น การนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ต แล้วนำไปทาผิว ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลด การระคายเคืองผิว และมะนาว จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

สูตรที่สาม : น้ำมันมะพร้าว เพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็นสูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าว จะช่วยในเรื่อง การทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรก ที่ได้นำน้ำมันมะพร้าว มาทาผิว รับรองได้เลยว่า จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่ม ได้ทันที

สูตรที่สี่: น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าว พอกลงบนใบหน้า หรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาว และนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ

สูตรที่ห้า: กล้วยหอม และนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้น นำไปพอกผิว ในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาว เนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

วิธีรักษาสิวให้หายแบบเร็วทันใจ

วิธีรักษาสิว

เรื่องสิว สิว นับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน ทั้งสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ สิวหัวช้าง มี ทั้งสิวเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่ ที่มักขึ้นมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะบริเวณของ ใบหน้า แล้วก็ลามมาคอ และหลัง จนอาจทำให้เกิดแผลเป็น

และแผลอักเสบได้ แต่ต่อไปนี้ คุณไม่ต้อง กังวลใจกับปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะเรามีวิธีรักษาสิว และวิธีป้องกันการเกิดสิวมาฝากค่ะ เป็นมีวิธีดูแล รักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนและหลังเป็นสิวมาแนะนำกันค่ะ

วิธีการรักษาสิวแบบเร่งด่วน

แต่เมื่อมีความจำเป็นที่คุณต้องการกำจัดสิวให้หายไปในเพียงชั่วข้ามคืน ลองใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อการกำจัดสิวได้อย่างรวดเร็ว

  • ยาสีฟัน

วิธีการรักษาสิว ด้วยยาสีฟัน คือ ยาสีฟันจะมีสารไทรโคลซาน (triclosan) มีคุณสมบัติ เป็นสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของสิว โดยเริ่มจากล้างหน้าก่อนนอน และเช็ดให้แห้ง จากนั้น ใช้ยาสีฟันสีขาวแต้มที่สิว ทิ้งไว้ 30 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

และที่สำคัญตัวยาสีฟันควรใช้แบบครีม ไม่ควรใช้เป็นแบบเจลยาสีฟัน เพราะมักจะมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ผิวของคุณระคายเคืองได้

  • แพ็คน้ำแข็ง

โดยนำก้อนน้ำแข็ง ไปห่อในผ้าขนหนูนุ่ม แล้วนำไปวาง บนสิวของคุณ มันจะช่วยลด การอักเสบบวม และอาการคันได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยง การใช้น้ำแข็ง ในบริเวณอื่นๆของใบหน้า ที่ไม่ได้เป็นสิว เพราะมันจะทำให้ผิวแห้ง

  • น้ำมะนาว

ใช้น้ำมะนาว แต้มที่สิวก่อนเข้านอน ในน้ำมะนาวประกอบด้วย วิตามินซี ซึ่งทำหน้าที่เป็นยาสมานแผล มันมีประสิทธิภาพ ช่วยในการทำให้สิวของคุณแห้ง

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาวยังเป็นการทำดีท็อกซ์จะช่วยขจัดสารพิษที่สะสมในร่างกายด้วย นะค่ะ

  • เบรคกิ้งโซดา

เบรคกิ้งโซดา ก็คือ ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตนั่นเอง ที่จะช่วยควบคุมระดับ pH ของผิว คุณสามารถใช้ผงฟู เพื่อผลัดผิวหน้าของคุณ โดยการนำผงฟูผสมกับน้ำ จากนั้นนำไปแต้มสิว บริเวณที่ติดเชื้อเท่านั้น

และตรวจสอบ ให้แน่ใจว่า คุณไม่ได้ทิ้งไว้นานเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณมีผิวที่บอบบาง แล้วนั้นผงฟูซึ่งมีคุณสมบัติ ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวได้ด้วย

  • ใช้อบเชยผสมน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง เป็นยาประจำบ้านที่ดี ในการรักษาสิว มันช่วยให้ผิวของคุณ สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ น้ำผึ้งยังมีสารอาหาร ที่จำเป็นและช่วย ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุ ของสิว โดยเรานำน้ำผึ้ง แต้มที่สิวที่มีการติดเชื้อ และทิ้งไว้ 10 นาที

แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรืออีกวิธีคือ นำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หากกลัวเปื้อนที่นอน สามารถใช้ผ้าบางๆรองไว้บนหมอน

  • มากส์หน้าด้วยไข่ขาว

เป็น วิธีรักษาสิว ที่เห็นผลดีมาก เริ่มจากการล้างหน้า และเช็ดหน้าของคุณให้สะอาด จากนั้นตอกไข่ และแยกไข่แดงออก เพื่อแยกเอาเฉพาะไข่ขาว จากนั้นทาไข่ขาวบาง ๆ บนใบหน้าที่สะอาด และปล่อยให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างว่า ผิวของคุณกระชับขึ้น

รักษาสิว

เคล็ดลับอื่น ๆ เกี่ยวกับ “วิธีการรักษาสิว” ที่คุณไม่ควรมองข้าม

1.หยุดเอามือสัมผัสหน้า

หรือเท้าคางเวลาคิด เพราะมือของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้สิวเห่อได้

2.สวมเสื้อผ้าที่สะอาด

ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน สิ่งเหล่านี้หากไม่ทำความสะอาดก็จะหมักหมม เป็นสาเหตุแห่งเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรืย จึงอาจทำให้เกิดสิวได้

3.ล้างหน้าให้สะอาด ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง

ด้วยสบู่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู จำไว้ว่า ไม่ควรล้างหน้าบ่อยๆ เพราะจะทำให้ ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่น โดยไม่ได้ช่วยป้องกันสิวแต่อย่างใด

4.ออกกำลังกาย และกินอาหาร

เพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี มีออกซิเจน ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เต็มที่ และจะช่วยให้คุณ มีผิวที่สวยงามขึ้นด้วย ควรให้เวลาที่เพียงพอ สำหรับการออกกำลังกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

5.กินเพื่อสุขภาพ

การดูแลรักษาสุขภาพ จะช่วยให้คุณ มีผิวที่สวยงามขี้น ควรรับประทานผัก และผลไม้ จำพวกถั่ว และเมล็ดธัญพืช ในอาหารประจำวันของคุณ เพราะประกอบไปด้วย แร่ธาตุและวิตามินมากมาย ที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ของคุณให้สวยเปล่งปลั่ง

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะขณะที่นอนหลับ เซลล์ผิวหนัง จะฟื้นฟูสภาพตัวเอง ที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ลองเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง หน้าตาจะสดใสขึ้นอย่างแน่นอน

7.จัดการกับความเครียด

สาเหตุของการเป็นสิว ที่พบบ่อยคือ ความเครียด ดังนั้นควรหาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้ การไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงาน ของเม็ดเลือดขาว ในร่างกายดีขึ้น

8.ทำดีท็อกซ์

การเป็นสิว ย่อมแสดงว่า ร่างกายในช่วงนั้น มีท็อกซิน หรือพิษสะสมในร่างกาย การทำดีท็อกซ์ จะช่วยขจัดสารพิษ ในร่างกายได้

 9.ปรึกษาแพทย์

ในบางกรณี การเกิดสิวอาจจะรุนแรง หากใช้วิธีรักษาสิวด้วยตนเอง แล้วพบว่า อาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้น ทางออกที่ดีที่สุด คือไปพบแพทย์ทันที การรักษาอื่น ๆ อาจมีความจำเป็น เพื่อรักษาสิวบนใบหน้าของคุณ

เห็นไหมล่ะค่ะว่า วิธีรักษาสิวและป้องกันการเกิดสิว ไม่ได้ยุ่งยากเลย เป็นเพียงการสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีเบื้องต้นในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำ วันแบบง่ายๆ เท่านั้นเอง ที่เราสามารถทำได้ทันที และเมื่อเราทำตามคำแนะนำนี้ อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ใบหน้า และผิวพรรณสวยเนียน ดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายของเรา แข็งแรงขึ้นอีกด้วย ที่เป็นการดูแลตนเอง และแก้ปัญหาสิว ที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

วิธีลดสิว และป้องกันสิวไม่ให้เกิดซ้ำ

“สิว” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น บนผิวหนัง บริเวณที่มีต่อมไขมัน มากได้แก่ใบหน้า แผ่นหลัง และหน้าอก สิวเกิดจากภาวะ ที่เซลล์รูขุมขน ถูกอุดตันจากสิ่งแปลกปลอม เช่น ถูกอุดตันจากไขมัน จากสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง

วิธีลดสิว

นอกจากนี้ ฮอร์โมนเพศ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โดยเฉพาะในวัยรุ่นฮอร์โมนเพศมีฤทธิ์ กระตุ้นให้ต่อมไขมัน ขับไขมันส่วนเกินออกมา จนเกิดการอุดตันเกิดขึ้น สิวบนใบหน้า สร้างความหงุดหงิด รำคาญใจ

ยิ่งจิตใจกังวล จะยิ่งทำให้สิวกำเริบหนักขึ้น อีกทั้งการดูแล และปฏิบัติไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้สิวกลายเป็นปัญหา ใหญ่ลุกลาม จนสูญเสียความงาม บนใบหน้า ทำให้หลายคนเสียความมั่นใจในการพบปะผู้คน

คำแนะนำสำหรับ วิธีลดสิว  และ ป้องกันไม่ให้เกิดสิว

  1.  หลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน
  2.  กรณีผิวหน้ามัน ควรซับมันออกจากผิวหน้าด้วยกระดาษซับ
  3.  ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมัน และลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยง การใช้น้ำมันใส่ผมหรือโฟมแต่งผม
  4.  อย่าใช้มือที่สกปรกสัมผัสใบหน้า
  5. ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าอย่างอ่อน (gentle cleanser) ที่ไม่มีฟอง อย่าใช้สบู่ล้างหน้า เพราะความเป็นด่าง ของสบู่ระคายผิว และก่อให้เกิดสิว
  6. ควรล้างหน้า เพียงวันละ 2-3 ครั้ง ดูความจำเป็น ตามลักษณะผิวหรือ ตามสภาพแวดล้อม การล้างหน้ามากเกินไป หรือบ่อยๆ จะทำให้ต่อมไขมัน ทำงานมากขึ้น เพื่อผลิตไขมันมากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน ของไขมันกลายเป็นสิวได้
  7. หลีกเลี่ยงสาเหตุ ที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดด ที่เพิ่มความมันบนใบหน้า
  8. หากมีความจำ เป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น ควรเลือกใช้เครื่องสำอาง ที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) หรือโลชั่นที่ระบุว่า ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (non-comedongenic)
  9.  พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอนหรือนอนดึก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป เพราะความเครียด จะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน หลั่งไขมันออกมามากขึ้น
  10. อย่าให้เกิดอาการท้องผูก เพราะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหาร ที่คั่งค้างอยู่ในท้องเป็น ของเสียที่ร่างกาย ไม่ต้องการ ทำให้เกิดปฏิกิริยา ที่ทำให้เกิดสิวได้

คำแนะนำ สำหรับผู้ที่เป็นสิว

  • อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง และเกิดแผลเป็น
  • ในกรณีที่เป็นสิว หัวหนองขนาดใหญ่ หรือมีอาการอักเสบมาก ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็น

วิธีลดสิว ด้วยวิธีธรรมชาติ

ปกติแล้ว เวลาคนเราเป็นสิว  จะมีพฤติกรรมหลักๆอยู่ 2 แบบ แบบแรก จะรู้สึกร้อนใจ กลัวหน้าไม่ใส รีบวิ่งไปหาหมอทันที เพื่อให้หมอสั่งยามาให้ สำหรับรักษาสิว ไม่ว่าจะเป็นยาทา ยาทาน หรือฉีดยา

และคนอีกแบบคือ คนประเภทที่เวลาเป็นสิว สิวขึ้นแล้วเฉยๆ ชอบที่จะอยู่นิ่งๆรอให้หายไปเอง ส่วนใหญ่คนแบบที่สอง หน้าจะไม่ใส เพราะไม่ค่อยดูแลตนเองเท่าไรนัก และมักจะลงเอยด้วยการไปหาหมออยู่ดี

เนื่องจากสิว ที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ รับรักษาค่อยๆลุกลาม ติดเชื้อทำให้เกิด การอักเสบ พอเป็นมากๆเข้าก็ต้องไปหาครีม ทาสิวมาทา หรือไม่ก็ไปคลินิครักษาสิว คนที่มีลักษณะแบบที่สอง หรือคนที่ไม่ชอบไปหาหมอ

เพราะคิดว่ายุ่งยาก เสียเวลา ไม่ชอบออกจากบ้าน เปลืองค่ารักษา ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันมีวิธีรักษาสิว แบบธรรมชาติอยู่ค่ะ ทีนี้ก็ไม่ต้องไปหาหมอ เพราะเราจะไม่ปล่อยให้สิวที่เราเป็นนั้นเกิดลุกลาม และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ให้คลินิคฟรีๆให้คลินิคอีกด้วย แต่จะเวิร์คเท่ากับการ ไปหาหมอหรือไม่ ก็ต้องลองดูกัน

 ” วิธีลดสิว “ ด้วยวิธีธรรมชาติ จะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิว คือเป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดสิวมากขึ้น หรือจากที่เป็นอยู่ ก็อาการน้อยลงไม่อักเสบ เป็นหนองมากขึ้น และจะเน้นไปที่การใช้พืชสมุนไพรในการรักษาสิว เริ่มกันเลยค่ะ

วิธีลดสิว แบบธรรมชาติ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ลดสิว

  • ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

บางครั้งอาจจะไม่ถึง แต่ที่สำคัญต้องห้าม ลืมดื่มตอนเช้า 1 แก้ว และก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำช่วย ในการทำให้ผิวยืดหยุ่น หลายคน คงเคยได้ยินว่า การที่ล้างหน้าบ่อยๆ หน้าแห้งเกินไป ทำให้สิวขึ้น ใบหน้าของคนเรา มีน้ำอยู่ต้องคอยเติมเข้าไป ให้พอดีตลอดเวลา

  • ไม่นอนดึก และอย่าอดนอน

การนอนดึก ก็คือการอดนอน หลายคนเข้าใจว่า จะนอนกี่โมงไม่สำคัญ ขอให้นอนครบ 8 ชั่วโมงก็พอ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด การวิจัยมัก จะบอกให้นอนแต่หัวค่ำ และตื่นเช้าๆ เพราะเค้ามี

การวิจัยกันมาแล้วว่า แต่ช่วงเวลา อวัยวะไหน จะทำงานได้ดีที่สุด การนอนหลังเที่ยงคืน ถึงแม้จะนอนครบชั่วโมง ก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะหลังเที่ยงคืน เส้นเลือดของเรา ได้ตีบได้ไปแล้ว

  • งดทานอาหารมันๆ

การทานอาหารมันๆ หรืออาหารที่มีน้ำมันเยอะ ทำให้น้ำมันบนใบหน้า เยอะขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุ ให้เกิดการอุดตัน ในรูขุมขนเกิดเป็นสิวเสี้ยน

  • หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน และล้างหน้าให้สะอาด

พยายามหลีกเลี่ยงมลพิษ หรือสถานที่ที่มีฝุ่นเยอะๆ เนื่องจากเป็นการเพิ่มโอกาส ติดเชื้อแบคทีเรีย บนใบหน้า พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดสิวผด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้

พอกลับบ้านมา ให้รีบทำความสะอาด ใบหน้าทันที แต่อย่าทำความสะอาดหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่าง โฟมล้างหน้า เกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้หน้า แห้งเกินไป ทางที่ดีให้ใช้น้ำเปล่าล้างหน้า และซับให้แห้ง

  • รักษาความสะอาดของเครื่องนอน

ทำความสะอาดเครื่องนอน อย่างปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เป็นสิ่งที่เราสัมผัส กับผิวเราโดยตรงเป็นประจำทุกวัน และเป็นเวลานาน ดังนั้นเราต้องทำความสะอาดบ่อยๆค่ะ

  • การรักษาสิวแบบธรรมชาติ โดยใช้พืชสมุนไพร

1. การใช้น้ำมะนาว

นำมะนาวมาคั้นให้ได้น้ำมะนาว จากนั้นนำมาชุบสำลี หรือ Cottonbud เพื่อแต้มสิว วิธีนี้เชื่อว่าจะเห็นผลภายใน 2 อาทิตย์

2.การใช้โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง

ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาตินะ  โยเกิร์ตสดเลยยิ่งดี แต่หายากหน่อย  จากนั้นนำมาผสมกัน อย่างละครึ่งเลย แล้วนำมาพอกหน้า หรือแต้มสิว วิธีนี้พบว่า ทำให้หน้าดูขาว สว่างขึ้น และผิวหน้าชุ่มชื้น เห็นผลใน 1 สัปดาห์

3.น้ำมันมะกอกและมะนาว

นำทั้งสองอย่างมาผสมกันอย่างละเล็กน้อย  แล้วนำมาป้ายสิว  ไม่ต้องนานมาก  ประมาณ 2-5 นาทีแล้วล้างออก

เกร็ดความรู้

การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้แต่งหน้า และเป็นผดผื่น แต่ถ้าผิวหน้ามัน แต่งหน้า คงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ ล้างหน้าล้างสิ่งสกปรก ออกได้ดีและ ไม่ดึงไขมันออกมากจน เกินไป ค่า PH ประมาณ 5-7 ดีที่สุด

โดยรวมควรเป็น สบู่เหลวมากกว่าสบู่ก้อน แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์ไหน คงต้องพิจารณาฉลาก หรือสอบถามแพทย์เภสัชกร ส่วน ใหญ่มากกว่า 50 % ของคนไข้ที่มาพบแพทย์มักจะมาด้วยเรื่องสิว และมากกว่า 80% ของคนไข้เหล่านั้น

ก็จะอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวและน้อยกว่า 5% จะพบหลังอายุ 35 ปี พอเริ่มเข้าวัยรุ่นฮอร์โมน จะกระตุ้นให้เกิดสิว เริ่มด้วยสิวอุดตันเปลี่ยน เป็นสิวอักเสบ และก็สิวหนอง และก็ทิ้งรอยดำกับแผล เป็นหลุม

แสงแดดแรงๆ สารเคมี ฝุ่นละออง และอากาศที่แห้ง ก็มีส่วนทำให้เกิดสิว ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจสาเหตุ และกระบวนการเกิดสิว คงจะสามารถป้องกัน การเกิดสิวรวมทั้งหลุมและรอยดำที่จะเกิดขึ้น

ไม่ต้องช้ำใจ ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลามากๆ ในการรักษารอยดำ และหลุม รวมทั้งไม่ต้องเสี่ยงกับ การรักษาสิวที่ไม่ถูกวิธี นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังอาจจะเพิ่มปัญหาอื่นๆ บนใบหน้าอีกด้วย

ครีมมาร์คหน้า มีกี่ประเภท ?

ครีมมาร์คหน้า

1.มาร์คแบบพอกหน้า แล้วล้างออก

สรรพคุณ : ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวกระชับ รูขุมขนเล็กลง จะเห็นผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาการของใบหน้า ว่าเป็นมากหรือน้อย และความสม่ำเสมอ ในการมาร์คหน้า

วิธีใช้ : ใช้หลังจากทำความสะอาดใบหน้าเสร็จแล้ว โดยเกลี่ยให้มาร์ค ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปากเอาไว้ ปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกใช้ แต่ถ้าจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรมาร์คทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

2.มาร์คแบบพอกไว้บนใบหน้า แล้วลอกออก

สรรพคุณ : เพิ่มความชุ่มชื่นระดับสูงสุด เข้าสู่ผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวแห้ง หยาบกร้าน และลดเลือนริ้วรอย

วิธีใช้ : ใช้หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้า หรือ ครีมจำพวกมอยเจอร์ไรเซอร์ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่า ครีมบำรุงผิว จะหลุดลอกออกมา ตามแผ่นมาร์ค เพราะหลังจากที่คุณ ทาครีมบำรุงผิวแล้ว ครีมก็ได้ซึมเข้าไปใต้ผิว

ขณะที่คุณนวดครีมเบาๆ บนหน้าแล้ว ดังนั้นสิ่งที่หลุดลอกออกมา จึงมีเพียงแต่ เซลล์ผิวที่ตาย หรือเสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น

โดยเริ่มจากการทามาร์คให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณ รอบดวงตา คิ้ว และริมฝีปากเอาไว้ จากนั้นเกลี่ย บริเวณส่วนที่กว้างก่อน ได้แก่ บริเวณหน้าผาก และข้างแก้ม เป็นต้น เกลี่ยให้ทั่ว อย่างสม่ำเสมอ เรียบเนียนเท่าๆกัน ความหนา ไม่ควรบาง หรือหนาจนเกินไป

จากนั้น ทิ้งไว้ตามเวลาของผลิตภัณฑ์ ที่คุณเลือกใช้กำหนด จากนั้นลอกมาร์คออก โดยเริ่มลอกจากบริเวณหน้าผาก ลงมาก่อน ไม่ควรลอกย้อนรู้ขุมขน เพื่อเป็นการ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิว ค่อยๆ ลอกเบาๆ ไม่ควรดึงแรงจนเกินไป เพื่อเป็นการถนอมผิวหน้า

3.มาร์คแบบชนิดแผ่น (Sheet type)

สรรพคุณ : คืนความชุ่มชื่นสู่ผิว ช่วยซ่อมแซมผิว จำพวกริ้วรอย ดูแล พร้อมปรับการทำงานของผิว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือคืนความขาวใส และให้ใบหน้าที่ดูอ่อนเยวว์คืนสู่ผิวนั้นเอง ส่วนใหญ่มาร์คชนิดแผ่น จะได้ความรู้สึกเย็นๆ ผ่อนคลายในขณะที่มาร์ค

วิธีใช้ : ใช้หลังจาก การทำความสะอาดผิวหน้า โดยวางแผ่นมาร์ค ไว้บนใบหน้า ก่อนวาง ให้ใช้ครีมหนีบอันใหม่ ที่มีความสะอาด หนีบแผ่นมาร์ค แล้ววางลงบนใบหน้า เพื่อให้แผ่นมาร์ค มีความสะอาดที่สุด ก่อนจะนำไปสัมผัส กับใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ ตามเวลาของผลิตภัณฑ์ ที่คุณเลือกใช้กำหนด เสร็จแล้วลอกออก

การมาร์คแบบนี้ เป็นวิวัฒนาการใหม่ ที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ มาบำรุงผิวหน้า ในลักษณะของแผ่น ซึ่งใช้ง่าย พกพาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ราคาจะสูงกว่า มาร์คประเภทอื่น และ มาร์คแบบแผ่น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะส่วน หรือบางส่วนของใบหน้า

  • แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะรอบดวงตา

สรรพคุณ : เพิ่มความชุ่มชื่น ให้แก่บริเวณผิวดังกล่าว และช่วยลดเลือนริ้วรอย ชะลอการเหี่ยวย่น ของผิวหน้า เมื่อใช้เป็นประจำ สม่ำเสมอ

  • แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะบริเวณจมูก

สรรพคุณ : ช่วยลอกสิ้วเสี้ยน และสิวอุดตันในรูขุมขน บริเวณจมูก ให้หลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น

  • ผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะบริเวณรอบคาง

สรรพคุณ : ช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบของผิว หรือสาเหตุที่ทำให้ เกิดสิวอักเสบบริเวณรอบคาง ซึ่งเป็นบริเวณ ที่หลายคนกังวล และไม่อยากให้เกิดสิวอักเสบแผ่นมาร์ค

แผ่นมาร์คที่ใช้ทั่วใบหน้า

  • แผ่นมาร์คแบบแผ่นเดียว

สรรพคุณ : ช่วยบำรุงผิวทั่วใบหน้า ให้นุ่มชุ่มชื่น ดูสดใส เปล่งปลั่ง

  • แผ่นมาร์คที่แยกออกเป็น 2 ส่วน

ได้แก่ แผ่นมาร์คส่วนบน กับ แผ่นมาร์คส่วนล่าง บางครั้งต้องมาร์คให้แนบสนิทกับใบหน้า มากที่สุด จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จึงจำเป็นต้อง ผลิตแบบแยกสัดส่วน เพราะต้องการให้แนบกับร่องแก้ม บ้าง รอบจมูกบ้าง ให้ทุกส่วนแนบสนิทกับผิวมากที่สุด

สรรพคุณ : ช่วยบำรุงผิวหน้า ให้ชุ่มชื่นมากขึ้น รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าเนียนใสขึ้น

ชนิดของแผ่นมาร์ค

1.แผ่นมาร์ค cotton 100% : เป็นแผ่นมาร์คที่ให้ความบางเบา เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย เพราะทำจาก cotton จึงเป็นผลทำให้มีประสิทธิภาพ ในการซึมซาบส่วนผสมได้เป็นอย่างดี

และแนบสนิท เรียบเนียนไปกับผิว จึงทำให้ ได้รับการบำรุง ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

2.แผ่นมาร์คชนิด เจล : เป้นแผ่นมาร์คที่ผลิตจากวิตามิน และมีส่วนผสมจากสารสกัดจากพืช ซึ่งแผ่นมาร์คนี้จะเป็น เจล ทั้งแผ่น ทำให้รู้สึกเย็นสบายหน้า สามารถกักเก้บความชุ่มชื่น และส่วนผสมของการดูแลผิวได้เป้นอย่างดี

คำเตือน : หากระหว่างทำการมาร์คหน้า มีอาการระคายเคือง ให้หยุดมาร์คและรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที

ครีมมาร์คหน้า มีประโยชน์อย่างไร?

การมาร์คหน้ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยนำส่วนสมจากธรรมชาติมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดเตรียม ส่วนประกอบให้เหมาะกับการรักษาและสภาพผิว ได้แก่ พืช ผัก ผลไม้ต่างๆ

ประโยชน์

  • การมาร์คนั้นเป็นวิธีการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก มากกว่าการล้างหน้า
  • เป็นทั้งการทำทรีตเมนท์บำรุงหน้า
  • ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยให้ผิวพักผ่อน
  • ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหน้า
  • ทำให้ผิวสามารถดูดซึมสารต่างๆได้อย่างเต็มที่

วิธีมาร์คหน้าที่ถูกต้อง

มาร์คหน้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้นุ่ม ชุ่มชื่น ขาว กระจ่างใส ดูมีชีวิต ชีวา หรือ ที่เรียกกันว่า ผิวเปล่งประกาย “ออร่า” นั้นเอง

ครีมมาร์คหน้า เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับผิวหน้า

1.ผิวมัน มีสิว สิวเสี้ยน ไขมันอุตตันในรูขุมขน

  • เลือกมาร์คที่มีส่วนผสม ของโคลนเบส ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้ผิวได้เป็นอย่างดี
  • ควรเน้นมาร์คที่มี การผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ
  • มีส่วนประกอบของ AHA หรือ BHA
  • หรือมีส่วนประกอบ จากพืชธรรมชาติ เช่น แตงกวา สารสกัดจากชา ชาเขียว รำข้าว เพราะมีคุณสมบัติ ในการแทรกตัวเข้าไปยับยั้ง ขับน้ำมันภายในเซลล์ผิว หรือ Sebum ที่ค้างอยู่บนรูขุมขน อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบ

2.ผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื่นมาร์คหน้าโคลน

  • เลือกมาร์คที่มีสารอาหารที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว
  • น้ำผึ้ง น้ำมัน หรืิ ออยล์
  • ว่านหางจระเข้ ใบบัวบก สาหร่าย เพื่อให้ชุ่มชื่นและ แน่นกระชับขึ้น

3.ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

  • เลือกมาร์คที่มีส่วนผสมของชาเขียว
  • คาโมมายล์
  • ใบบัวบก
  • วิซซ์ฮาเซล สาหร่าย

4.ผิวมีปัญา ฝ้า กระ จุดด่างดำ

  • ควรเลือกมาร์ค ที่มุ่งเน้นให้ผิวขาวใส
  • ช่วยลดเลือน ฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • มีส่วนผสมของ วิตามินซี เป็นหลัก เพื่อให้สีผิวขาวสม่ำเสมอ กลับมาเรียบเนียน อ่อนนุ่ม เปล่งประกาย

5.ผิวที่มี ริ้วรอย

  • เลือกมาร์ค ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานให้เซลล์ผิวแข็งแรง
  • มีส่วนผสม ของคอลาเจน
  • มีสารบำรุง จำพวกเปบไทด์ ต่างๆ เพราะมีคุณสมบัติในการ แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ผิวลึก ได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพ ในการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียน ไร้ริ้วรอยลึกและตื้น

การมาร์คหน้าที่ถูกต้องเหมาะสม จะมาร์คได้บ่อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของมาร์ค แต่อย่างน้องควรจะมาร์ค 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนมาร์คจำพวกให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ซึ่งสามารถมาร์คได้ทุกวัน ซึ่งเหมาะสำหรับ ” สภาพผิวแห้ง ผิวมีริ้วรอย และผิวบอบบาง แพ้ง่าย “

ส่วนมาร์คที่ช่วยในเรื่องการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้ขาว ลดความมัน บนใบหน้า ควรจะมาร์ค แค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าในการมาร์คหน้าแต่ละครั้งนั้น ถ้าอย่างให้ได้ผลดี หรือเกิดประโยชน์ สูงสุด นั้นควรจะเลือกมาร์คให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา

ครีมมาร์คหน้า ที่เราแนะนำ เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ด้วยสูตรหน้าเด้ง ขาว แบบเร่งด่วน

White Mask : มาร์คสูตรพิเศษ พอกขาวใส แบบเร่งด่วน ช่วยให้หน้าขาว กระจ่างใส ลดรอยหมองคล้ำต่างๆบนใบหน้า กระชับและเด้งตึงขึ้น รักษาสิว ลดสิวอุดตัน รวมถึงผดผื่น บ่นใบหน้า เห็นผลถึงความแตกต่าง 100% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ปลอดภัย มี อย.

ส่วนประกอบสำคัญ :

  • น้ำนม
  • วิตามินซี
  • สารสกัดจากพืช

วิธีใช้ :

  • พอกหลังล้างหน้า ทิ้งไว้ ก่อนนอน
  • พอกอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์
  • หรือพอกได้ทุกวัน เพราะเป็นสูตรอ่อนโยน ยิ่งพอกนาน พอกบ่อย ยิ่งขาวออร่า

 

ผลิตภัณฑ์ผิวขาว กับวิตามินซี

วิตามินซี (อังกฤษ: vitamin C) หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (อังกฤษ: L-ascorbic acid) หรือ แอล-แอสคอร์เบต (อังกฤษ: L-ascorbate) เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ

ผลิตภัณฑ์ผิวขาว

 

ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้

วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด

และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาว เป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญ ที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้

ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปี

แม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรคมะเร็ง

ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย

Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลง

อันตรายจากการขาดวิตามินซี  

ผู้ที่ขาดวิตามินซีมักมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบ และช่วยให้ผิวกระจ่างใส จึงนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญใน “ผลิตภัณฑ์ผิวขาว” ในปัจจุบัน

และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้ากว่าปกติ

เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็งและช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซีจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลงและทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย

เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้ หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติอาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจางและมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

อันตรายจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไป

เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมากจะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น

การได้รับวิตามินซีมากเกินไปอาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซีลีเนียม หากได้รับวิตามินซีชนิดที่ไม่ได้บรรจุแคปซูล โดยการรับประทาน เกินวันละ 10,000 มิลลิกรัม

อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ เนื่องจากวิตามินซีที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมักเป็นชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นกรด หากต้องการหลีกเลี่ยงการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรรับทานวิตามินซี ชนิดที่เป็น กลาง หรือเป็นกรดต่ำ (pH 7.6-8.0)

 ผลิตภัณฑ์ผิวขาว และประโยชน์ของวิตามินซี

ประโยชน์วิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้

ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้

  1. วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
  2. วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เป็นส่วนประกอบหลักใน “ผลิตภัณฑ์ผิวขาว” เกือบทุกยี่ห้อ
  3. ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างดำ
  4. ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
  5. ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
  6. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
  7. ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
  8. ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
  9. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  10. ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
  11. การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
  12. ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
  13. บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
  14. ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามินซี มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น

เราควรกินวิตามินซี ตอนไหน

เราควรทานวิตามินซี หลังอาหารเช้า เพราะช่วงเวลาที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีอยู่ช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 9-10 โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหารต่างๆได้ดีที่สุดช่วงเวลานี้

ควรทานวิตามินซี หลังอาหารเพราะวิตามินซี ที่ร่างกายดึงไปใช้ได้นั้นจะต้องมีตัวนำพา เช่น อาหาร ผักใบเขียว ผลไม้ต่างๆที่ให้วิตามินซีสูง ซึ่งถ้าทานวิตามินซี ตอนท้องว่าง

ร่างกายจะไม่มีตัวนำพาหรือตัวให้ดูดซึม สุดท้ายน้ำที่เราดื่มเข้าไปก็จะไปละลายวิตามินซี และสุดท้ายวิตามินซี ก็จะโดนขับออกเป็นปัสสาวะ ควรหลีกเลี่ยงการทานวิตามินซี ตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซี

มีคุณสมบัติเป็นกรดซึ่งคงไม่ค่อยดีแน่ถ้าเรากินตอนท้องว่าง และไม่ควรกินวิตามินซี ก่อนนอน ในบางการค้นค้าพบว่าวิตามินซี อาจจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งจะทำให้การนอนหลับยากขึ้น ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

การกินวิตามินซี เม็ด 1,000 มิลลิกรัม ทุกวันมีผลอย่างไร

เราสามารถที่จะทานวิตามิน ซี ได้ทุกวันเพราะวิตามินซี สามารถขับออกจากร่างกายได้ง่าย การทานวิตามินซี จะทำให้ผิวดีขึ้นกับภูมิคุ้มกันดีขึ้นด้วย ในวิตามินซีนอกจากจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยในเรื่องชะลอความแก่ด้วยพบมากใน ผลิตภัณฑ์ผิวขาว

ป้องกันการเป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ หวัดแล้ว ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย และไม่ตกค้างในร่างกายเพราะวิตามินซี ส่วนเกินจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะในที่สุด การทานวิตามินซี เป็นประจำจะมีส่วนช่วยทำให้ไม่เป็นภูมิแพ้อากาศอีกเลย

ปริมาณวิตามินซี ที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม แพทย์แนะนำให้กินวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ร่างกายคนเราสามารถดูดซึมวิตามินซี ได้ทีละน้อยๆเท่านั้น

ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกไป วิตามินที่ละลายในน้ำเช่น วิตามินซี และวิตามินกลุ่มบีทุกชนิด จะไม่สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน ร่างกายจะขับออกทุกๆ 6 ชม. เวลากินวิตามินซี

แบบเม็ดจึงควรจะกินแค่ครั้งละเม็ดก็พอ การกินวิตามินซี วันละครั้งในปริมาณเยอะๆจะได้ประโยชน์น้อยกว่า การกินวิตามิน ซี ครั้งละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ ในเวลาร่างกายปกติการกินวันวิตามินซี วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็นก็เพียงพอแล้ว

วิตามินที่กินเข้าไปจะได้ไม่ถูกขับออกมาให้เสียของเปล่าๆ แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3,000 มิลลิกรัม แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85% ในเวลาปกติถ้าจะกินวิตามินซี วันละ 2 มื้อ ควรกินพร้อมอาหารเช้าและเย็น

สิ่งที่ควรควรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายคนเราไม่สามารถที่จะสร้างวิตามินซี ขึ้นเองได้ เราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซี จากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี เพราะวิตามินซี สามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้

ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน

ร่างกายคนเราควรจะได้รับวิตามินซี ในแต่ละวันแตกต่างกันตามวิถีชีวิตและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายของแต่ละคน

  • ถ้าร่างกายมีอาการของหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ หรือร่างกายอ่อนแอ ควรจะได้รับวิตามินซี วันละ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม
  • ถ้าใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ หรือมีความเครียดสูง ควรจะได้รับวิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • หรือถ้าต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรจะได้รับวิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม

วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายแต่ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

เพราะนอกจากทานไปก็ไม่ช่วยอะไรแล้วยังอันตรายต่อร่างกายด้วย ส่วนปริมาณต่ำสุดที่ควรทานต่อวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่า 60 – 100 มิลลิกรัม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวพรรณหมองคล้ำ อ่อนเพลีย มีเลือดออกตามไรฟัน และเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา

ครีมผิวขาวถาวร ต้องประกอบด้วยสารตัวใดบ้าง ผิวจึงจะขาวถาวร?

สาร 9 ชนิด ที่มีผลทำให้ผิวขาว ครีมผิวขาวถาวร

1.กลูตาไธโอน : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยลดการสร้างเมลานิน หรือเม็ดสี ต้านการเสื่อม ของเซลล์ผิว ส่งผลให้เรือนร่าง และผิวหน้า สวยใส เปล่งปลั่ง ไร้รอยด่างดำ รวมไปถึงบริเวณ ใต้วงแขน ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู

2.สารสกัด จากเมล็ดองุ่น: ในเมล็ดองุ่น มีสารต้านอนุมูลอิสระ คุณสมบัติหลักคือ ช่วยชะลอ การเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อ โครงสร้างผิวแข็งแรง

ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้าง จากการทำลาย ของอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย ลดการหมองคล้ำ ลดผิวหยาบกร้าน ทำให้ผิวใส เรียบเนียนขึ้น

3.ชาเขียวสกัด : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยปกป้องและรักษา จากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด

ช่วยปรับสภาพผิว และฟื้นฟู ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น และชะลอการเกิดริ้วรอย

4.โคเอนไซม์คิวเทน : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ลดการเกิดริ้วรอย และช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงด้วยการเร่งการผลิตคอลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวแข็งแรง

5.วิตามินซี : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย และช่วยเสริมสร้างคอลาเจน ต้านอนุมูลอิสระ ไม่ให้มาทำลายเซลล์ผิว ช่วยคงความแข็งแรง ของเซลล์ผิว ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ให้ผิวดู ขาว สดใส เปล่งปลั่งขึ้น

6.สารสกัดจากเปลือกสน : มีคุณสมบัติหลัก คือ ลดการทำปฏิกิริยาของผิวหนัง เมื่อเจอแสงแดด ลดการสร้างเมลานิน ช่วยลดขนาด และความเข้มของฝ้า กระ จุดด่างดำ ปรับสภาพผิวให้กลับขาวใส

7.สารสกัดจากมะเขือเทศ : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจากจากทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิด ริ้วรอย ลดรอยดำ และความหมองคล้ำจากแสงแดด

8.วิตามินอี : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว และลดเลือนริ้วรอย

9.ซีลิเนี่ยม : มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำงานเสริมกับวิตามินซี และ วิตามินอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ กลูตาไธโอน

หนุ่มๆสาวๆ ที่อยากมีผิวหน้า ที่ขาวใส อย่ารอช้า ลองหาเครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมดังกล่าวมาใช้ดู รับรองว่า ผิวของคุณจะขาวใสขึ้น อย่างแน่นอน ถ้าจะให้ดี ก่อนจะใช้สารขาวตัวไหน ควรจะปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้สารดังกล่าวเหล่านี้จริง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ครีมผิวขาวถาวร ทาอย่างไรให้ถูกวิธี และเห็นผลจริง?

หลายคนยังไม่รู้ วิธีการใช้ครีมผิวขาวถาวรที่ถูกต้อง เพราะผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน หากมีวิธีใช้ที่ต่างกัน ก็จะทำให้ผลลัพธ์ในการใช้ครีมทาผิวขาว ของแต่ละคนแตกต่างกัน หากเรารู้วิธีใช้ และนำไปใช้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ประสิทธิภาพ ของเนื้อครีมได้ผลสูงสุด อย่างน้อยที่สุด 80% ของผลลัพธ์

ทาเรียวแขน

1.ปริมาณในการใช้ครีมบนใบหน้า

การใช้ครีมในแต่ละครั้งนั้น ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งปริมาณที่ใช้นั้น ไม่ควรเกินขนาด ของเมล็ดข้าวโพดขนาดโตๆ บางคนอาจเข้าใจว่า การใช้ครีมบำรุงนั้น ยิ่งใช้มากยิ่งดี โดยคิดว่าจะทำให้เห็นผล เร็วยิ่งขึ้น

แต่จริงๆแล้ว การใช้ครีมปริมาณที่มากเกินไป นอกจากจะไม่ทำให้ได้ผลดี แล้วยังเป็นการสิ้นเปลืองอีกด้วย

เนื่องจากครีม สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ในปริมาณที่จำกัด นอกนั้น จะตกข้างอยู่กับผิว และหลุดลอกออกไป กับที่นอนหรือสิ่งต่างๆที่ร่างกายเราสัมผัส โดยเฉพาะบริเวณแถว หน้าผาก เหนือริมฝีปาก และคาง

2.บริเวณหรือจุดที่ต้องใช้ครีมแต้ม

ควรจะนำครีมแต้ม บริเวณดังต่อไปนี้ คือ แก้ม หน้าผาก จมูก และคาง จากนั่น ใช้นิ้วเกลี่ยครีมให้ทั่วใบหน้า และนวดครีมให้ซึมเข้าสู่ผิวอย่างเบามือ โดยใช้นิ้วนางในการนวด เพราะเป็นนิ้วที่เราไม่ค่อยถนัด หรือไม่ค่อยได้ใช้

จึงทำให้เวลาออกแรงนวด ในแต่ละครั้ง เบากว่านิ้วอื่นซึ่งการนวด ให้ครีม ซึมซาบเข้าสู่ผิวนั้น ต้องนวดขึ้น แล้วเกลี่ยครีม บริเวณที่กว้างที่สุดโดยเริ่มจาก กลางโหนกแก้ม แล้วไปทางด้านข้าง บริเวณรอบจมูก

3.การทาครีมรอบดวงตา

ปริมาณการใช้ ไม่ต้องมากเหมือนใบหน้า ปริมาณที่เหมาะสมคือ เท่าเม็ดถั่วเขียว โดยบีบครีมลงบนนิ้วนาง แล้วใช้นิ้วนางอีกข้างมาตีครีม แล้วใช้นิ้วนางทั้ง 2 ข้าง มาแตะครีม ตรงหัวตา ไปยังหางตา ทั้งบนและล่าง อย่างเบามือ แตะจนกว่าจะรู้สึกว่า ครีมซึมซาบสู่ผิวดี

4.การทาครีมบริเวณลำคอ

ลำคอ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ต้องดูแล ไม่แพ้ใบหน้า เพราะหากเรา มีหน้าที่ขาวใส เปล่งปลั่ง แต่คอกลับดำ และเหี่ยวย่น ก็คงจะไม่น่าชวนมอง สักเท่าไหร่

การทาครีมบริเวณลำคอ ให้บีบหรือแต้มครีม ประมาณเม็ดข้าวโพดขนาดโตๆ เช่นเดียวกับ ที่ใช้บนใบหน้า แล้วใช้นิ้ว ลูบครีมขึ้น เพื่อให้ลำคอเต่งตึง เพราะการลูบลง จะทำให้ลำคอเหี่ยวย่นได้

รอบดวงตา

5.การทาครีมบนแผ่นอก

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมต้องทาครีม บนแผ่นอกด้วย สาวๆอย่าลืมกันนะคะ ว่าแฟชั่นเสื้อผ้าสมัยนี้ มีการเปิดเผยในส่วนแผ่นอกมากขึ้น เราจึงควรดูแล บริเวณนี้มากเป็นพิเศษ โดยปริมาณในการใช้ครีมนั้น ก็ไม่มากนัก ใช้เพียงเล็กน้อย แล้วลูบให้ทั่วเบาๆ ก็เพียงพอแล้ว

6.การทาครีมบริเวณเรียวแขน

การทาเรียวแขนนั้น ก็จำเป็นต้อง ทาให้ถูกวิธี เพื่อป้องกัน ไม่ให้ผิวหย่อนคล้อย ไปตามช่วงวัย ปริมาณที่ใช้คือ บีบครีมปริมาณเท่าเหรียญบาท จากนั้นลูบ จากบริเวณท้องแขน ขึ้นไปข้างบนให้ทั่ว จนกว่าครีมจะซึมเข้าสู่ผิว

7.การทาครีมบริเวณเรียวขา

ปริมาณที่ใช้ ก็พอๆกับบริเวณเรียวแขน โดยใช้ปลายนิ้ว ลูบขึ้นเบาๆ จากปลายเท้า จนมาถึงโคนขา ซึ่งให้เน้นบริเวณที่มีความแห้งกร้าน และถูกใช้งานอย่างหนัก เช่น หน้าแข้ง นิ้วเท้าก็สำคัญ ทาเบาๆ แล้วนวดทีละนิ้ว เพื่อความผ่อนคลาย

8.การทาครีมบริเวณหลัง และหน้าท้อง

สองส่วนนี้ เรียกได้ว่า เป็นส่วนที่ถูกลืม เลยก็ว่าได้ คนส่วนใหญ่ มักจะมองข้ามไป ยิ่งคุณมองข้าม ก็ยิ่งต้องดูแลมากเป็นพิเศษ ปริมาณที่ใช้ คือ บีบครีมในปริมาณที่พอเหมาะ กับขนาดของสัดส่วนทั้ง 2 และลูบไล้เบาๆ ทำเป็นประจำทุกวัน

เพื่อให้ผิวพรรณดูสวย เนียนเสมอกันทั้งตัว และแลดูน่าสัมผัสอักด้วย เพราะสมัยนี้ เทรนเสื้อผ้าน้อยชิ้น เปิดโชว์แผ่นหลัง และ หน้าท้องนั้น มาแรงไม่แพ้ การเผยโชว์แผ่นอก ดังนั้นเราจึงต้อง ดูแลเป็นพิเศษ จะได้สวมใส่เสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจ

ครีมหน้าเด็ก กับริ้วรอยบนใบหน้า

เรื่องเหี่ยวย่นนี้จริง ๆ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่บางครั้งแม้แต่เราเองก็ไม่สบายใจเมื่อวัยแห่งความเหี่ยวย่นมาเยือน เราลองมาดูกันครับ ว่าความเห็นของแพทย์ผิวหนังเป็นอย่างไร

เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราที่ผิวพรรณจะร่วงโรยและเหี่ยวย่นไปตามวัยทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามใบหน้าและเนื้อตัว แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ริ้วรอยเข้ามาเยือนก่อนเวลาอันควร

บางคนอายุยังไม่ถึง 40 ดีด้วยซ้ำไป ซึ่งริ้วรอยเริ่มมาเยือนแล้ว ของความเหี่ยวย่นเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดที่สุดก็ตรงบริเวณหางตาที่เขา เรียกกันว่า “ ตีนกา ” หรือรอยย่นบริเวณร่องแก้ม ขมับ หว่างคิ้ว เป็นต้น

ผิวเด็ก

 

สาเหตุหรือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการเสื่อมของสภาพผิวก่อนวัยอันควร หรือที่เรียกว่า แก่ก่อนวัย นั้น ยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น กรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อมที่อยู่

ซึ่งรวมถึงอาหารการกินและสิ่งเสพติด ความเครียด การลดลงอย่างเฉียบพลันของฮอร์โมนเพศหญิง ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เซลล์เสื่อมได้มากขึ้นด้วย

“ แสงแดด ” นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเราแก่แถมยังเป็นการแก่ก่อนวัยด้วย เพราะ 80% ของการเสื่อมของผิวหนังเกิดจากแสงแดด หรืออย่างเช่นคนที่ขับรถกลางแดดจ้าๆ

โดยไม่สวมแว่นกันแดดทำให้ต้องหยีตาตลอดเวลา ก็เป็นผลให้เกิดเป็นรอยตีนกาได้ รวมถึงกิริยาอาการของแต่ละบุคคลด้วย เช่น เป็นคนชอบยักคิ้วหรี่ตา ขณะสนทนา หรือฉีกยิ้มกว้างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นที่มาของริ้วรอยทั้งสิ้น

แต้ถ้าจะว่ากันตามหลักทางการแพทย์แล้วทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับและเชื่อว่าเป็นที่มา ของริ้วรอยก็คือ “ ทฤษฎีอนุมูลอิสระ ” ซึ่งว่ากันว่าการเสื่อมของร่างกายมนุษย์จะเริ่มตั้งแต่อายุก้าวพ้นวัย 20 ปีขึ้นไป

โดยทุกส่วนของร่างกายจะมีการเสื่อมลงพร้อมๆกันไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ปอด ตับ กระดูก ฯลฯ เพียงแต่การเสื่อมที่เกิดจากภาพในเราไม่สามารถมองเห็นได้ ไม่เหมือนกับผิวและผมที่อยู่ภายนอก

หลักปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยชะลอความแก่และริ้วรอยต่างๆมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ คือ

1. แสงแดดมีภัย

ห่างไกลเสียดีกว่า พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สูงสุด และหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรจะหาเกราะป้องกันให้กับผิวพรรณ

ด้วยการทายากันแดดที่มีค่า SPF (Sun Pritecting Factor) อย่างน้อย 15 ขึ้นไป โดยทาก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที ที่สำคัญคือควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีน้ำหอมเจือปน เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นเสมอ

2. หลีกเลี่ยงการทับ รอยยับจะไม่เกิด

ท่านอนนับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนท่าเดิมตลอดเวลาจะทำให้เกิดรอยย่นในด้านที่ถูกทับได้ ฉะนั้นจึงควรเปลี่ยนท่านนอนบ่อยๆ และใช้หมอนทางเตี้ย เพื่อป้องกันผิวหนังย่นจากรอยทับ

พยายามหลีกเลี่ยงการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำๆ เพราะจะให้รอยย่นเด่นชัดขึ้น และเมื่อต้องอยู่กลางแดดจ้า ก็ควรที่จะสวมแว่นกันแดด หมวกหรือกางร่ม เพื่อลดอาการหยีตาซึ่งจะเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น

3. ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น

ผิวหนังของคนเรา จะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่เกือบ 90% ที่เหลือจะเป็นส่วนของไขมัน และมอยเจอไรซิ่งแฟ็กเตอร์ (Moisturizing Factor) ซึ่งเป็นตัวอมน้ำไม่ให้ระเหยออกไปจากผิว

ดังนั้นจึงควรมีการเดิมอาหารให้ผิวด้วยโลชั่นหรือครีมที่มีส่วนผสม Moisturizer เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณเสมอ และควรให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนทดแทนในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นได้ดี

4. ใส่ใจอาหาร

ต่อต้านสิ่งเสพติด พยายามบังคับตนเองรับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งมีสาร Antioxidants (แอนตี้ออกซิแดนท์) ที่มีคุณสมบัติชะลอการเสื่อมของผิวหนังดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว

และงดเว้นการสูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายเซลล์ผิวหนังให้เสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร

5. พักผ่อน  ออกกำลังกาย คลายเครียด

การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ขณะที่การออกกำลัยกายก็มีความสำคัญในด้านที่จะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น

ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนกับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

จริงๆแล้วด้วยกฎเหล็ก 5 ประการนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการช่วยชะลอความแก่ให้กับผิวพรรณของคุณ เพียงแต่วิธีการเช่นนี้จะเห็นผลช้าไปเสียหน่อย โดยเฉพาะคนที่มีผิวหยาบกร้านมากเป็นพิเศษอาจจะต้องใช้เวลายาวนานเป็นปีก็ได้

ดังนั้นคุณผู้หญิง ที่มีผิวหยาบกร้านเป็นพิเศษก็อาจต้องเพิ่มขึ้นตอนการบำรุงที่มากเป็นพิเศษช่วยด้วย โดยการจัดการกับเซลล์ที่กร้านหรือแก่ให้หลุดลอกออกไปให้ผิวใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนด้วย ซึ่งนับเป็นวิธีการลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นของผิวพรรณที่ค่อนข้างได้ผล

ขั้นตอนการลบริ้วรอยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คือ การลบริ้วรอยด้วยกรดผลไม้หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Alpha Hydroxy Acids (AHA) ซึ่งจะได้จากการหมัก อ้อย ส้ม มะนาว มะขาม แอปเปิ้ล และยีสต์ เป็นต้น

AHA ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของครีมบำรุงผิวประเภทไนท์ครีม หรือ “ครีมหน้าเด็ก” ทาก่อนนอน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ที่แก่หลุดลอกออกไปให้เซลล์ใหม่ที่อ่อนกว่าขึ้นมาทดแทน

กรดวิตามิน เอ เป็นยาอีกตัวที่ได้รับความนิยมใช้ในวงการความสวยความงามส่วนใหญ่จะมีวางจำหน่ายในรูปของยารักษาสิว ไม่ค่อยนิยมใช้ลอกหน้าเท่าที่ควร

แต่ปัจจุบันนี้ทางคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ใช้สาร Tretinoin (เตรทตินอยน์) ซึ่งเป็นกรดวิตามินเอร่วมกับอีโมเลียนท์ครีมที่ให้ความชุ่มชื้นและป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นครีมลบริ้วรอยและกันแดดตัวเดียงในอเมริกาที่ได้รับการรับรองผลการรักษา

หลักการทำงานของ Tretinoin ก็คือการทำให้เซลล์เก่าหลุดลอกออกไป และมีการกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแท้เกิดขึ้นมาแทนที่ ซึ่งก็คือหลักการเดียวกับการใช้กรด AHA ที่มีความเข้มข้นสูงในการลบริ้วรอย แต่ให้ผลที่ดีกว่ามาก

อย่างไรก็ดี การลบริ้วรอยด้วย Tretinoin จะต้องใช้เวลา 4-6 เดือน ส่วน AHA ต้องใช้เวลาที่นานกว่าและต้องใช้ความเข้มข้นที่เหมาะสม รวมทั้งต้องใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเพื่อป้องกันการแพ้จากแสงแดด ที่สำคัญคือต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าใบหน้าจะเต่งตึงดังใจแล้วก็ตาม

กรรมวิธีเช่นนี้จึงยังไม่เป็นที่ถูกใจคุณผู้หญิงที่ต้องการสวยแบบปัจจุบันทันด่วนเท่าที่ควร วีธีการศัลยกรรมตกแต่งต่างๆจึงเข้ามามีบทบาทในธุรกิจความสวยความงามหลายต่อหลายวิธีด้วยกัน

การลอกหน้า หรือการทำ “ Baby face ” เป็นวิธีการที่ช่วยเนรมิตให้ใบหน้าอันเหี่ยวย่นของคุณผู้หญิงเต่งตึงขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยไม่ต้องพึ่ง ครีมหน้าเด็ก ซึ่งการทำเบบี้เฟซจะมีการลอกหน้า 3 แบบด้วยกัน คือ แบบตื้น แบบปานกลาง และแบบลึก

การทำเบบี้เฟซตามคลินิกความงามทั่วไปมักใช้สารที่มีชื่อเรียกว่า “ ฟีนอล ” ซึ่งเป็นตัวยาที่ค่อนข้างจะให้โทษมากกว่าคุณ เพราะจากการศึกษาพบว่า

ฟีนอลทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากต้องการทำจริงๆก็ควรเลือกร้านที่มีแพทย์ผิวหนังประจำจะดีกว่า

ครีมหน้าเด็ก

นอกจากการลอกหน้าแล้ว “ การกรอหน้า ” เพื่อให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกซึ่งเป็นกรรมวิธีเก่ากลับมานิยมใหม่ โดยอันตรายของการกรอหน้าอยู่ที่แรงกดในการกรอหรือความลึกของผิวหนังที่กรอออกไป

เพราะถ้าหากกรอลึกเกินไปอาจทำให้เป็นแผนเป็นแบบถาวร แต่วิธีใหม่ที่กำลังมาแรง คือ กรอด้วยแสงเลเซอร์ ( Laser Demabrasing ) ซึ่งกรอความลึกได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญ และต้องระวังรอยดำที่เกิดขึ้นหลังการทำด้วย

การศัลยกรรมให้ผิวพรรณดูเต่งตึงขึ้นยังทำได้หลายวิธี อาทิ ฉีดซิลิโคน ร้อยคอเท็ก ฉีดไขมัน หรือสาร Collagen ซีงเป็นโปรตีนที่ได้จากวัวและแกะ เพื่อเพิ่มรอยให้ตื้น สิ่งที่ควรระวังคือการแพ้และการติดเชื้อ โดยไม่ต้องพึ่ง ครีมหน้าเด็ก อีกเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมด้วยกรรมวิธีใดๆก็ล้วนแต่ให้โทษต่อร่างกายทั้งสิ้น ดีไม่ดียังเกิดอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย

แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ใช้วิธีการทางโภชนาการซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติผสมประสานกับการลบริ้วรอยและบำรุงผิวพรรณจากภาพนอกด้วยครีมหรือโลชั่นและ

ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการออกกำลัยอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ พร้อมๆกับการทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ

แม้กรรมวิธีเช่นนี้จะช่วยให้สวยช้ากว่าการศัลยกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็นับเป็นกรรมวิธีเสริมความงามที่ปลอดภัยที่สุด

อย่างไรก็ตามความสวยที่เกิดขึ้นจากภายในโดยวิถีธรรมชาติจะได้ความสวยที่คงทนยั่งยืนแบบของแท้ ไม่ใช้สวยแบบดอกไม้พลาสติก

สัญญาณของริ้วรอย การเกิดริ้วรอยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ริ้วรอยที่ปรากฏบนใบหน้า รอยตีนการอบดวงตา และริ้วรอยบริเวณริมฝีปาก ทุกๆปีที่ผ่านไป โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากขึ้นต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม จากวิถีการดำเนินชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของสังคมเมือง ความเครียด และอื่นๆ อาจพบว่า คนในช่วงวัย 20 ยิ่งในเฉพาะผู้หญิงด้วยแล้ว มีการเกิดริ้วรอยขึ้นบนใบหน้าได้ อันเนื่องจากปัจจัยที่แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมองหาวิธีการรักษาและป้องกันริ้วรอยก่อนวัยอันควร

 

ครีมหน้าเด็ก และการปกป้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอย

  • ใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง

หากคุณจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ไม่ควรลืมที่จะใช้ครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 15 เพราะรังสียูวีมีผลต่อความแก่ถึง 90% แถมยังทำให้หน้าของคุณดูหมองคล้ำ และทำให้น้ำหล่อเลี้ยงความงามตามธรรมชาติลดลง จนเกิดริ้วรอยได้ในที่สุด

  • กินอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับกรณีที่คอลลาเจนถูกทำลายไปแล้ว ควรรับประทานอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิเด้นด้วย ซึ่งมีอยู่ในผักทุกชนิด วิตามินซีอยู่ในส้ม ผลไม้ ผักสีเหลือง วิตามินอีในผักสีเขียวกับถั่ว

ซึ่งในอาหารควรอุดมไปด้วย วิตามิน A, C และ E ที่จะช่วยให้คุณมีผิวสวยงาม ส่วนอาหารเสริมไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่าได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์

  •  ดื่มน้ำมากๆ

ควรดื่มน้ำปริมาณมาก เท่าที่เป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงโซดาและเครื่องดื่มอื่น ๆ น้ำตาลสูง น้ำดื่มช่วยในการป้องกันผิวแห้ง

  • ใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทุกวัน 

เพื่อให้ผิวหน้าสดใส ไร้รอยเหี่ยวย่น และยิ่งต้องใช้มากขึ้นหากคุณอยู่ในวัยหมดประจำเดือน เพราะผิวของคุณจะแห้งกว่าผิวสาวๆ และนี่เองจึงเป็นเหตุให้ สาวที่อายุมาก และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย และทำให้ผู้หญิงดูแก่เร็วกว่าผู้ชายไงคะ

  • ทาโลชั่นเป็นประจำ

หากไม่ต้องการให้ผิวเหนอะหนะ อาจเลือกประเภทออยฟรี หรือเจลก็ได้แต่สำหรับวัยหมดประจำเดือนต้องใช้แบบที่มีน้ำมันบำรุงมากๆ เท่านั้นค่ะ เพราะประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของคุณมันได้ลดลงไปแล้ว

  •  การออกกำลังกาย

นอกจากจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงแล้ว ยังช่วยทำให้สุขภาพจิตเราดีด้วย เพราะเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียด

  •  ทาครีมบำรุงรอบดวงตา

เพื่อเสริมความชุ่มชื้นเป็นประจำ ครีมที่ว่านี้เป็นคนละตัวกับเจลสำหรับทาเพื่อลบรอยดำรอบดวงตานะคะ

  •  ชำระล้างเครื่องสำอางก่อนการล้างหน้า

ด้วยโฟมหรือสบู่ทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการอุดตันของเครื่องสำอาง อันจะก่อให้เกิดสิว หรือรอยหมองคล้ำ บนใบหน้าค่ะ

  • งดการสูบบุหรี่  

เพราะนอกจากจะทำให้ลมหายใจของคุณไม่สะอาด มีกลิ่นปาก มีคราบฟันแล้ว นิโคตินยังมีผลต่อในการ ลดการไหลเวียนของเลือดที่มาหล่อเลี้ยงบริเวณใบหน้าอีกด้วย

สารอาหารต่างๆจะไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างทั่วถึง ทำให้คอลาเจนเกิดการแตกตัว คนที่สูบบุหรี่มาก มักจะเกิดรอยเหี่ยวย่นบริเวณรอบดวงตา และรอบปาก อย่างเห็นได้ชัด

  •  ลดความเครียดลงบ้าง

ทุกครั้งที่คุณเครียด คุณอาจไม่ทราบหรอกว่า หัวคิ้วของคุณมันเข้ามาชิดติดกันอย่างแทบจะแยกกันไม่ออก หน้าผากก็จะย่นเป็นริ้วๆ ดังนั้นเมื่อรู้สึกเครียดให้พยายามส่องกระจก สำรวจใบหน้าของคุณเอง หากเริ่มเหี่ยวย่นละก้อ ให้พยายามสูดหายใจลึกๆ ทำจิตใจให้สบายและยิ้มรับสถานการณ์ค่ะ

  • อย่ายิ้มมากจนเกินไป

ในที่นี้หมายถึง การยิ้มแบบหยีตา ที่จะทำให้เกิดรอยตีนกาเป็นริ้วๆที่หางตาค่ะ

  • อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป

หากคุณอดไม่ได้จริงให้ค่อยๆลดจนเหลืออาทิตย์ละไม่เกิน 2 แก้วเท่านั้น

  • ครีมบำรุงที่กระตุ้นร่างกายสร้างคอลลาเจน

ครีมบำรุงเหล่านี้ อาจไม่ได้ผลมากนัก เพราะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ครีมนั้นๆ สามารถซึมเข้าสู่ผิวหน้าได้มากน้อยเพียงไร

  •  ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย

เช่น ถ้าริ้วรอยตื้นๆ ใช้เลเซอร์เย็นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเป็นระยะ ถ้าริ้วรอยลึกที่หน้าผาก หว่างคิ้วก็ฉีดโบท็อก ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะปัญหาของแต่ละคนย่อมมีวิธีแก้ไขต่างกัน

ปัญหาหนังเกินควรผ่าตัดเอาหนังส่วนเกินออก เลเซอร์ไม่เหมาะกับคนทำงานกลางแดด และต้องคำนึงไว้เสมอว่าการรักษาทุกอย่างมีผลข้างเคียง และไม่ได้คงอยู่ถาวรตลอดไป

ครีมทาผิวขาว ที่ทำให้ผิวเนียนเรียบสม่ำเสมอ

ปัจจุบันมีครีมทาผิวขาย จำหน่ายตามท้องตลาดมากมายหลายแบรนด์ จนหลายๆคนเลือกไม่ถูกว่า จะเลือกใแบรนด์ไหนดี ในเมื่อมองไปทางไหน คุณสมบัติของครีมแต่ละตัวนั้น มันเหมือนกันไปหมด วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆมาบอก หนุ่มสาว ที่ใฝ่ฝันอยากมีผิวสวย เนียน ขาว ออร่า เหมือนกับซุปตาร์ดังครีมทาผิวขาว

เลือก “ครีมทาผิวขาว “แบบไหนขาวจริงไม่เป็นอันตราย?

1.ระยะเวลาในการเห็นผล
จะต้องไม่เห็นผลต่ำกว่า1อาทิตย์ เพราะไม่สามารถใช้ในหมู่คนที่มีผิวพรรณที่แพ้ง่ายได้ แค่นั้นยังไม่พอ ครีมดังกล่าวยังเข้าไปทำลาย

ระบบการทำงานภายในเซลล์ผิวของเราอีกด้วย ทำให้ ผิวเราบอบ ช้ำได้ง่าย ครีมที่ดีต้องเห็นผลอย่างน้อย 1 สัปดาห์ขึ้นไปนะคะ

2.ไร้สารปรอท
พอเราทราบเรื่องระยะเวลาในการเห็นผลของครีมแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ จะต้องเลือกร้านที่ กล้าตรวจสารปรอทในครีมนั้นๆให้ลูกค้าดู

หรือมีเอกสารสำคัญประกอบ ให้ลูกค้าได้มั่นใจในผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั้ง การรับประกันลูกค้าต่างๆ ที่ทางร้านเสนอให้ลูกค้า ซึ่งเราเห็นสมควรว่า มีเหตุผลเพียงพอที่จะเลือกใ ช้ เพื่อความปลอดภัยของผิวของคุณเอง เราจึงควรใส่ใจทุกรายละเอียด

ครีมทาผิวขาว ที่คุณควรรู้

  • “ครีมทาผิวขาว ” ทำให้ผิวขาวจริง แต่จะทำให้ผิวแห้ง โดยเฉพาะ สูตรผิวขาวอย่างเร่งด่วน
  • ควรเลือกครีม ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ด้วย เพื่อช่วยบำรุงให้ผิวไม่แห้งกร้าน แต่หากในครีมนั้นมีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์อยู่ จะทำให้ครีมตัวนั้นเห็ชนผลช้า ลง ไม่เรื่องแปลกเพราะครีมผิวขาวจะทำงานได้ดี กว่า หากไม่มีส่วนผสมของมอยส์เจอรืไรเซอร์
  • ควรทาโลชั่น บำรุงผิว หลังจากทาครีมทาตัวขาว เพื่อบำรุงให้ผิว เนียนนุ่ม ไม่แห้งกร้าน

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้ผิวคุณขาว เนียน เปล่งปลั่ง มีประกาย ประดุจผิวซุปตาร์

1.สูตรพอกผิวเพื่อ ความขาว เนียนนุ่ม และเห็นผลจริง
วิธีทำ คือ เตรียม นมสด 1 กระป๋อง และ มะขามเปียก 1 กำมือ จากนั้น นำส่วนประกอบ ทั้งสองอย่างมาขย้ำรวมกัน เสร็จแล้วนำมาทาทั่วตัวทิ้งไว้สักครู่พอผิวเริ่มแห้งจึงช้น้ำเปล่าล้างออก สามารถทำตอนอาบน้ำที่ใช้เวลาไม่เร่งรีบ ทำสูตรนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง ผิวที่ได้จะนุ่มเนียน ขาวน่าสัมผัส

2.ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ก่อนออกจากบ้าน
พยายามอย่าโดนแสงแดด และต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ใช้ครีมบำรุงผิวขาว หลายๆ ยี่ห้อในแต่ละครั้งและต้องทาทุกส่วนเพื่อผิวขาวสม่ำเสมอ

3.ทานอาหาร หรือ อาหารเสริมที่มีอาหารผิว
ทานวิตามินที่ทำให้ผิวขาว ทานผักผลไม้ สีเหลือง สีแสด สีเขียว ดื่มนมถั่วเหลืองทุกวัน

4.การขัดผิว
หมายถึง การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป จากผิวหน้า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อิพิเดอร์มิส หรือ ผิวชั้นนอกเกิดขึ้นมาโดยผ่านกระบวนการสร้างจนมาเติบโตเต็มที่อยู่ชั้นบน สุดของผิวหนัง

โดยเซลล์ที่ อยู่ล่างสุดของชั้นนี้ที่เรียกว่า เซลล์แรกเริ่ม จะสร้างเซลล์ลูก ซึ่งจะเคลื่อนตัว ขึ้นไปจนกลายเป็นผิวชั้นนอก เซลล์เหล่านี้ มีหน้าที่เป็นตัวกั้น ระหว่างร่างกายเรา กับสิ่งแวดล้อมภายนอก

ทั้งยังช่วยเก็บรักษา ความชุ่มชื้นภายใน และป้องกันสิ่งแปลกปลอม ที่จะเข้าสู่ ผิว หลังจากเซลล์ใหม่ ที่แข็งแรงกว่า อยู่ประจำที่บนชั้นผิวหนังแล้ว เซลล์ผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกโดยธรรมชาติ

หากยังตกค้างอยู่บนผิว ก็จะทำให้ผิวดูไม่มีชีวิตชีวา และดูเป็นสะเก็ด การขัดผิวจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการกำจัดเซลล์เก่าที่บดบังความสดใสของผิวเรา

เคยเจอปัญหานี้ไหม? ทำไมต้องขัดผิวด้วย ไม่ขัดได้ไหม ไม่ค่อยมีเวลาเลย?
ถ้าไม่กำจัดออกไป ผิวจะเกิดการอุดตัน และหายใจไม่ได้ ผลก็คือ ผิวจะหม่นหมอง ดูแล้วมีความมัน หรือบางทีอาจทำให้เกิดสิวอุดตัน รวมทั้งทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวไม่ดี ทำให้ของเสียเกิดการสะสมตัว

การขัดผิวหน้า
ก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าใครมีเซลลูไลท์ แนะนำให้ขัดผิวบริเวณส่วนนั้นทุกวัน โดยใช้ถุงมือผ้าที่ใช้สำหรับอาบน้ำนวดขัด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกำจัดของเสียออกทางระบบน้ำเหลือง

วิธีการขัดผิวกายที่ถูกต้อง
สิ่งที่ต้องมีคือ ฟองน้ำสำหรับขัดผิวกาย ถุงมือผ้า อาบน้ำหรือใยบวบ และผลิตภัณฑ์ขัดผิว เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าไม่แน่ใจลองปรึกษาคนขาย

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการขัดผิว
ได้แก่ ฟองน้ำขัดรูปแบบต่างๆ เช่น ใยบวบ หรือครีม เช่น เอเอชเอ แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถใช้ขัดผิวได้ การขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่าง

ครีมทาผิวขาว3

วิธีการขัดผิวที่ถูกต้อง

  • ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวด้วยวิธีรุนแรง และ หากขัดมากเกินไป ก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่นๆ ได้ง่าย
  • เริ่มต้นที่ทำผิวเปียก นำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบาๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียน
  • ใช้น้ำล้างออกให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น
  • ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดผิวควรเลือกที่เป็นครีมหรือเจล เนื้อครีมควรมีลักษณะเป็น เม็ดกลม เพื่อปกป้องผิวจากการระคายเคือง หรือเป็นแผลถลอก ขณะที่ขัดนวดผิวบริเวณนั้นควรมีความชื้นพอหมาด แล้วล้างออกด้วยน้ำมากๆ
  • ใยบวบ หรือใยขัดธรรมชาติ เป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ถ้าออกแรงขัดมากเกินไป อาจทำให้แสบผิวได้
  • ใยเหล่านี้มีลักษณะสาก และหยาบ เวลาขัด จึงควรขัดเบาๆ ไปทั่วร่างกายขณะอาบน้ำ และเมื่อใช้เสร็จแล้วควรล้าง ทำความสะอาด และผึ่งให้แห้ง
  • การใช้ผ้าสำหรับถูตัว หรือฟองน้ำถูตัวเวลาอาบน้ำ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งของการขัดผิว โดยใช้ร่วมกับสบู่ หรือเจลอาบน้ำก็ได้
  • แปรงแปรงผิวสามารถใช้ได้ดี โดยขัดเบาๆ บนผิวที่แห้งก่อนอาบน้ำ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป หรือจะใช้ในขณะอาบน้ำร่วมกับสบู่ หรือเจลอาบน้ำก็ได้
  • การปรนนิบัติผิว ให้นุ่มนวลขึ้น ภายในระยะเวลาอันสั้น ควรเริ่มด้วยการใช้น้ำ มันนวดผิวก่อนอาบน้ำ จากนั้น จึงเข้าสู่ขั้นตอนของการขัดผิว เพื่อช่วยปรนนิบัติ ผิวสะอาดหมดจด สวยเนียนสดใสไปอีกนานๆ

ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่าย :

  • ใช้แค่งาขาว งาดำ ผสมน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ตก็พอ
  • การใช้น้ำมัน จุดประสงค์สำคัญ คือช่วยหล่อลื่น และเป็นตัวช่วยลด ความเข้มข้นของกรดสำหรับคนผิวแห้งเช่น ถ้าคุณต้องการใช้สับปะรดขัดผิว แต่เกรงว่าผิวจะแห้ง เกินไป
  • การเพิ่มส่วนผสมน้ำมันก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจาก ช่วยให้ลื่นแล้ว น้ำมันยังช่วย เคลือบผิวไม่ให้มีการสูญเสียน้ำมากเกินไป
  • การเพิ่มนม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรืออื่นๆ ที่ช่วยบำรุงผิว สามารถ ทำได้ แต่ต้องดู ไม่ให้สครับข้น หรือเหลวเกินไป ลักษณะของสครับที่ดี ควรมีความหนืดเล็กน้อย จับตัว อยู่บนผิวได้ และสะดวกแก่การขัด
  • ใครที่ชอบ ความหอมรื่นรมย์ สามารถเสริมกลิ่น ด้วยการหยดน้ำมัน หอมระเหยกลิ่นที่ชอบ ลงไป 2-3 หยด ซึ่งต้องเป็น
  • น้ำมันหอมระเหยสำหรับนวดตัว ซึ่งมักผสม ที่ความเข้มข้นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สำหรับ ใส่เตาเผาน้ำมัน เพราะน้ำมันหอมระเหย เข้มข้นจะทำให้ผิวไหม้

สำหรับคนที่มีโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง :

  • ต่อมน้ำเหลืองอักเสบรุนแรง ต่อมน้ำเหลืองโต มีแผลเป็นหนอง หรือแม้แต่เป็นสิวอักเสบ ควรงดการสครับชั่วคราวจนกว่าจะหายเพราะการขัดเป็นการกระตุ้นให้อักเสบมาก ขึ้น
  • เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกสิ่งที่อยู่ในครัวเรือน และมีโอกาส แพ้น้อยที่สุด เช่น เกลือมีฤทธิ์ช่วยสมานผิว ข้าวสารบดละเอียด ช่วยให้ผิวขาว น้ำตาลทรายมีทั้งความสาก และความหนืดอยู่ในตัวเอง
  • งา เนื้อไม่หยาบเกินไป มีน้ำมันอยู่ในตัว ช่วยลดความระคายเคือง และกาแฟกระตุ้นให้ร่างกาย ขับสารพิษ สิ่งที่ควรระวัง คือบีดบางชนิดมีเหลี่ยมคม จึงต้องนำมาบด ให้ละเอียดก่อน นอกจากนั้นอาจเพิ่ม น้ำมันลงไปเพื่อช่วยลดการ เสียดสี

ถ้าคุณมีผิวมัน :

  • ใช้มะขามเปียกหรือสับปะรดซึ่งมีความเป็นกรดช่วยขจัดความมันผสมกับเกลือ มีฤทธิ์ช่วยสมานผิว เติมโยเกิร์ตช่วยบำรุงผิวก็ได้
  • ถ้าคุณมีผิวแห้ง ใช้ส้มเช้งเป็นส่วนผสมหลัก ปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นแว่น พอจับถนัดมือ ใส่งาขาวเป็นตัวช่วยขัด เพิ่มน้ำมันมะกอกเล็กน้อยลดความระคายเคือง

 

ครีมบำรุงผิวหน้า จำเป็นหรือไม่

ยุคสมัยนี้ คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจ ดูแลสุขภาพผิวของตนเองเป็นพิเศษ ทั้งหญิงและชาย เนื่องจากคนที่มีผิวพรรณที่ดี ผิวหน้าขาวใส มักจะได้เปรียบ แม้หน้าตาจะดูธรรมดา แต่ก็ทำให้ดูชวนมอง มากกว่าคนที่ ผิวพรรณไม่เรียบเนียน ไม่ผ่องใส “ ผิวสวย หน้าใส” จึงกลายเป็น สิ่งสำคัญที่สุดในยุคสมัยนี้

ดังนั้นหนุ่มๆสาวๆ จึงอดไม่ได้ที่จะหันมาดูแลตัวเองบ้าง แม้จะต้องใช้ความพยายาม มากมายขนาดไหน ทุกคนก็พร้อมทำทุกทาง เพื่อให้ตนเองดูผ่องใสขึ้น แบบไม่มีเงื่อนไข

ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาเคล็ดลับสารพัดแบบ รวมไปถึงการเลือกใช้เครื่องสำอางบำรุงผิว ประเภทต่างๆ นับว่าเป้นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ผิวพรรณสวยใสขึ้น ไม่ว่าจะราคาสูงสักแค่ไหน ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนมีสตางค์

การซื้อคอร์สเสริมความงาม เพื่อให้มีผิวขาวใส เร็วทันใจเหมือนกับดารา หรือทำตามสมัยนิยม ส่วนคนที่มีงบน้อย ก็คงทำได้เพียง เลือกซื้อ ครีมบำรุงผิวหน้า ตามท้องตลาดทั่วไป ที่ราคาไม่สูงมากนัก

ใช้แล้วถ้าเห็นผลก็ดีไป แต่ถ้าใช้แล้วไม่ดี ก็เปลี่ยนยี่ห้อใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าหน้าจะผ่องใสขึ้น แต่สำหรับบางคน อาจจะแพ้เครื่องสำอาง จนผิวหน้าแย่กว่าเดิม และไม่กล้าใช้ครีมบำรุงหน้าใดๆอีกเลย

น้อยคนนักที่จะรู้ว่า การดูแลผิวหน้าสวยใสนั้น เริ่มต้นง่ายๆ จากการรู้จักสภาพผิวของตนอย่างแท้จริง รู้จักเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงการดูแลผิวให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละประเภท

ครีมบำรุงผิวหน้า

เลือก ครีมบำรุงผิวหน้า อย่างไรให้เหมาะกับผิว 5 ประเภท

1.ผิวธรรมดา

ผู้ที่มีผิวประเภทนี้ นับว่าเป็นผู้ที่โชคดีมาก เพราะผิวธรรมดา มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวพรรณ จะมีความเรียบเนียน มีความยืดหยุ่นดี มีรูขุมขนละเอียด เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่เยิ้ม และไม่แห้งเป็นขุยเมื่ออากาศเย็น จำทำให้ดูแลง่าย

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิว : ควรเลือกใช้ครีมบำรุง ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นประจำ แค่เพียงทำความสะอาดผิวหน้าด้วยสบู่หรือโฟมต่างๆ ส่วนกลางวันควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

2.ผิวแห้ง

ผิวแห้งมีข้อดีคือ เป็นผิวที่เรียบเนียนมาก รูขุมขนเล็กกระชับ ไม่ค่อยมีปัญหาสิวเสี้ยน แต่จะลอกเป็นขุยง่าย เนื่องจากผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุมชื้น และเกิดริ้วรอยได้มากกว่าผิวประเภทอื่น

ดังนั้นคนที่มีผิวแห้ง จึงควรใส่ใจ และมีความทะนุถนอม มากเป็นพิเศษ ควรหลีกเลี่ยงสภาวะ ที่ทำให้เกิด ความรุนแรงต่อผิว เช่นการสัมผัสแสงแดด เป็นเวลานานหลายชั่วโมง การสัมผัสกับอากาศที่ร้อน หรือเย็นเกินไป

การล้างหน้าอย่างรุนแรง การทำซาวน่า และการใช้น้ำอุ่นล้างหน้าเป็นประจำ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิว เกิดริ้วรอยได้เร็วขึ้น

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิว : ควรเลือกใช้ครีมบำรุง ที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ นม และโยเกิร์ต เพราะจะช่วยสร้างความชุ่มชื้น และช่วยป้องกัน การเกิดริ้วรอยได้ดี ควรเลือกโฟมหรือสบู่ล้างหน้า ที่มีค่า PH ใกล้เคียงกับสภาพผิว และต้องล้างอย่างเบามือเท่านั้น

รวมถึงผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ทำความสะอาดเครื่องสำอาง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของน้ำ หรือน้ำแร่ หรือโคลด์ครีมซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิว

3.ผิวมัน

จะสังเกตได้ง่ายมาก คนมีผิวมัน จะรูขุมขนกว้าง ไม่เรียบเนียน รูขุมขนคล้ายกับผิวส้ม ซึ่งทำให้เกิดการขับน้ำมันออกมาจากผิวมากผิดปกติ ทำให้หน้าดูมันเยิ้ม เกิดปัญหาสิวเสี้ยน และสิวอุดตัน ได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น

ข้อดี คือ เกิดริ้วรอยช้ากว่าผิวประเภทอื่น เพราะมีความชุ่มชื่นอยู่แล้ว

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิว : ควรเลือกใช้ครีม ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์มากนัก เพราะผิวสามารถให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหน้า ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ส่วนการทำความสะอาด ควรล้างด้วยโฟมหรือสบู่อ่อนๆ 2-3 ครั้ง ต่อวันก็พอ ถ้าล้างบ่อยไป จะทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้ง่าย

4.ผิวบอบบาง

ผู้ที่มีผิวบอบมาก โดยส่วนใหญ่ มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ และผิวยังแห้งอีกด้วย คนที่ผิวบอบบางมาก มักจะแพ้ผลิตภัณฑ์ มักมีอาการผื่นคัน เป็นสิว หรือเกิดร้อยไหม้ได้ง่าย

จึงเป็นผิวที่ควรได้รับการดูแล มากเป็นพิเศษ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน และเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ผิวเป็นหลัก

5.ผิวผสม

เป็นผิวที่เป็นที่คุ้นเคยกันดี เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักมีผิวผสม ซึ่งมีความยุ่งยากมากในการดุแล เพราะผิวมีลักษณะหลากหลายประเภทผสมกัน โดยส่วนใหญ่ มักจะเป็นขุยและแห้งตรงแก้ม

ส่วนบริเวณทีโซน จะมีความมันส่วนเกินจำเป็น การดูแลผิวผสม จึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ให้เหมาะกับสภาพผิว ซึ่งผิวจะมีการเปลี่ยนแปลง ตามสภาพภูมิอากาศด้วย หากเรามีความเข้าใจ ผิวอย่างแท้จริง การดูแลผิวผสม ก็จะไม่ยุ่งยากเกินไป

การเลือกใช้ครีมบำรุงผิว : ควรเลือกใช้ครีม ที่เหมาะกับผิวแห้ง ในยามเช้า และผิวมัน ในยามค่ำคืน เนื่องจากเวลาเย็นผิวหน้าที่ผ่านมลภาวะทั้งวัน ควรทำความสะอาดอย่างเต็มที่ ส่วนกลางวัน ควรเลือกครีมบำรุงผิว ที่ให้ความชุ่มชื่น แค่พอเหมาะสำหรับช่วงกลางวัน

ลองวิเคราะห์กันดูนะคะว่า ตนเองเป็นคนผิวประเภทใด เมื่อวิเคราะห์แล้ว ลองเลือกวิธี ในการดูรักษา ที่เหมาะสมกับประเภทผิว ของตนอย่างแท้จริง เพื่อสุขภาพผิวที่ดี สวยใส เปล่งปลั่ง โดยไม่ต้องซื้อคอร์สราคาแพง เราก็มีผิวที่สวยใสได้