ครีมรักษาหลุมสิว

ครีมรักษาหลุมสิว วิธีรักษาหลุมสิว รอยแผลสิว ที่ดีที่สุด

หลุมบ่อที่ว่านั้นสาเหตุหลักๆก็เกิดมาจากสิวเจ้ากรรม กับการรักษาสิวที่ไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะการไปบีบ กด เค้นสิวแบบไม่รู้จักกาละเทศะ

นึกจะบีบก็บีบ บีบแล้วหัวสิวมันไม่ออกสักที ก็พยายามบีบพยายามเค้นสิวมันอยู่นั่นแหละ ผลสุดท้ายก็ได้รับหลุมสิวมาให้เชยชมกันไป งามหน้ากันเลยทีนี้

ครีมรักษาหลุมสิว

1.รักษาหลุมสิว เดอร์มาโรลเลอร์ (Dermaroller)

เดอร์มาโรลเลอร์ Dermaroller หรือที่ผมให้คำจำกัดความว่า “ลูกกลิ้งเข็มทะลวงหน้า” เป็นวิธีการรักษาหลุมสิวที่ใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มขนาดเล็กติดอยู่เป็น 100 เล่ม กลิ้งลงไปบนหน้าที่เป็นหลุมสิวของเรา

โดยระหว่างที่กลิ้งนั้นเราจะรู้สึกเจ็บแบบโครตๆครับ ไม่รู้จะใช่คำจำกัดความความเจ็บที่ว่านี้ได้ยังไงนอกจากคำนี้ เนื่องจากมันใช้เข็มกลิ้งไปบนหน้าของเราที่

และที่จะตามมานอกจากความเจ็บก็คือเลือด เลือดจะออกมาท่วมหน้าเลยทีเดียว ถึงตอนทำจะมองไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ว่ามันออกเยอะ เพราะระหว่างที่ทำจะมีผู้ช่วยหมอคอยซับอยู่ตลอดเวลา

แต่ผลลัพธ์การรักษาหลุมสิวด้วย Dermaroller นั้นผมยอมรับได้ว่าช่วยเรื่องหลุมสิวได้มากกว่า 50% เลยทีเดียว แต่ว่าต้องใช้เวลารอคอยสักหน่อยประมาณ 6 เดือน

ถึงจะเห็นว่าหลุมสิวตื้นขึ้น เพราะต้องรอให้ผิวหน้าของเราค่อยๆรักษาตัวมันเอง ส่วนใครไม่อยากเจ็บตัว ไม่อยากเสียตัง แนะนำใช้  ครีมรักษาหลุมสิว ดีกว่าค่ะ ไม่เจ็บและไม่แพงด้วยค่ะ

ลองดูนะคะ รับรองว่าคุ้มค่ากับการทำ รักษาหลุมสิวด้วยเข็มทะลวงหน้า (Dermaroller) จากประสบการณ์จริง 100%

2.เลเซอร์ Fraxel รักษาหลุมสิว

Fraxel เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังผิวหน้าของเรา โดยความร้อนจากเลเซอร์จะเข้าไปกระตุ้นเซลผิวชั้นคอลลาเจนบริเวณหลุมสิวของเรา ทำให้หลุมสิวของเราตื้นขึ้นได้

โดยข้อดีของ Fraxel  ก็คือไม่ต้องพักฟื้นนาน หน้าแดงสัก 2-3 ชั่วโมงก็หาย ไม่มีรอยไหม้เกิดขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงเช่นกัน เรื่องผลที่ได้นั้นก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ต้องทำหลายครั้งถึงจะเห็นผล

3.รักษาหลุมสิวด้วย E-Matrix Laser

รักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์อีแมททริกซ์ E-Matrix Laser เป็นวิธีการรักษาหลุมสิวด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์เข้าไปเจาะรูเล็กๆที่บริเวณหลุมสิวของเรา

ซึ่งเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ โดยหลังทำจะเกิดเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลเล็กๆบริเวณหลุมสิวหรือตำแหน่งที่ถูกยิง

แต่ 1-2 สัปดาห์ก็จะหายไปได้เอง ผลการรักษาหลุมสิวนั้นก็จะใกล้เคียง Frexel Laser ยิงตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปถึงจะเห็นผล

4.รักษาหลุมสิวด้วย Subcision

การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีเซาะพังผืด การรักษาหลุมสิวด้วย Subcision นั้นเป็นการเซาะพังผืดบริเวณหลุมสิวด้วยเข็มขนาดเล็กที่เรียกว่า “Nokor Needle”

โดยหัวเข็มนั้นจะเป็นมีดขนาดเล็ก เอาไว้แซะพังผืดสิวบริเวณหลุมสิวที่เป็นมานาน หากไม่แซะออกก็จะทำให้หลุมสิวตื้นได้ยาก เป็นวิธีการรักษาหลุมสิว

ที่มักจะเอาไปผสมผสานกับการรักษาหลุมสิวแบบอื่นๆ การรักษาหลุมสิวด้วยการทำ Subcision ร่วมกับ Dermaroller ซึ่งมันจะช่วยส่งเสริมกัน ให้การรักษาหลุมสิวได้ผลดียิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นวิธีรักษาหลุมสิวที่ผมคิดว่าดีที่สุดจากประสบการณ์และข้อมูลที่ศึกษามา จริงๆแล้วการรักษาหลุมสิวนั้้นมีอีกหลายวิธี ซึ่งก็อาจจะมีตัวที่รักษาได้ผลดีกว่าวิธีนี้

 5.การรักษาหลุมสิวด้วย Crystal Pell

ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ เป็นวิธีรักษาหลุมสิวชนิดหนึ่งที่ไม่เจ็บเลย เหมือนเอาอะไรมาขููดหน้าเรา ไถไปเรื่อยๆเพลินๆ ทำเสร็จใหม่ๆหน้าก็จะแดงนิดหน่อย

แต่สัก 1-2 ชั่วโมงก็หายไปเอง ไม่มีผลข้างเคียง เพราะมันเป็นแค่การใช้เกร็ดอัญมณีเพื่อไปรบกวนใบหน้าที่เป็นหลุมสิวของเราให้มีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่เท่านั้น

ไม่ได้มีการทำงานที่ซับซ้อนอะไร ไม่ต้องกลัวรอยไหม้บนหน้า เพราะมันไม่ได้ใช้แสงเลเซอร์ยิง มันใช้เกร็ดพ่นไม่มีความร้อนหน้าเราไม่เกรียมแน่นอน

ผิวหน้าเราจะใสเปล่งปลั่ง ช่วยให้เลือดที่เลี้ยงบนใบหน้าของเราไหลเวียนได้ดีขึ้น เหมือนการเปิดจุดชีพจรในหนังจีน ทำให้ผิวเราได้รับสารอาหารจากเลือดได้ดีขึ้น

หน้าก็จะขาวแบบมีสุขภาพดี ขาวอมชมพู ทำได้บ่อยๆ ไม่ต้องเว้นช่วงนาน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ครั้ง

  •  สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนรักษาหลุมสิวด้วย Crystal Pell
  1. ราคาค่อนข้างสูง อาจจะคิดเป็นครั้ง หรืออาจจะเหมาเป็นคอร์ส ถ้าเป็นครั้งก็ประมาณ 700-1500 บาท หรือเป็นคอร์สก็ประมาณ 9,000-20,000 บาท บางที่ก็อาจจะมีโปรโมชั่นถ้าอยากลองก็รอช่วงโปรก็ดีเหมือนกันครับ
  2. เหมาะกับการรักษาหลุมสิวที่ไม่ลึกมากนัก เพราะมันเป็นการผลัดผิวที่บริเวณผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่ได้ทำงานที่ชั้นผิวหนังแท้ ฉะนั้นวิธีนี้จะช่วยให้หลุมสิวที่ตื้นๆดีขึ้นได้เท่านั้น
  3. ต้องทำหลายๆครั้งถึงจะเห็นผล เพราะมันเป็นวิธีการรักษาหลุมสิวแบบ soft ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องกลัวผลข้างเคียง
  4. อาจต้องใช้วิธีการอื่นเสริมด้วย ถ้าต้องการให้ได้ผลการรักษาหลุมสิวที่ดี อาจต้องมีการผลักตัวสารบำรุงผิวหน้าอื่นๆเข้าไปด้วย เช่น วิตามินซี วิตามินอี

ตามหลักการแล้วการรักษาหลุมสิวด้วย Crystal Pell ก็เป็นวิธีการที่เน้นในเรื่องการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ ซึ่งวิธีการรักษาหลุมสิวแบบนี้จะต้องใช้เวลา

และความอดทนมากสักหน่อยถึงจะเห็นผล และที่สำคัญวิธีการนี้จะเหมาะกับคนที่เป็นหลุมสิวบนหน้าไม่ลึก หรือคนที่มีรูขุมขนกว้างแล้วอยากให้เล็กลง

อยากให้หน้าเนียนขึ้นเท่านั้น ถ้าเป็นหลุมสิวเยอะและลึกไม่แนะนำวิธีนี้  วิธีการรักษาหลุมสิวด้วย IPL แต่ถ้าไม่อยากสิ้นเปลืองตังแนะนำให้ใช้ “ครีมรักษาหลุมสิว” ดีกว่าค่ะหายจริง ประหยัดด้วย

รักษาหลุมสิว cool touch

ครีมรักษาหลุมสิว กับวิธีการักษาแบบอื่นเพิ่มเติม

 1.สำหรับการรักษาหลุมสิวด้วย IPL

นั้นจะใช้เครื่องยิงIPLโดยเฉพาะ ยิงลำแสงไปที่ใบหน้าในตำแหน่งหลุมสิวที่ต้องการ โดยที่ลำแสงที่ยิงออกไปนั้นจะผ่านทะลุผิวหนังชั้นนอก

และเข้าไปกระตุ้นผิวหนังชั้นในให้เกิดการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินซึ่งเป็นเส้นใยเนื้อเยื่อ ให้มีการสร้างที่รวดเร็วและดีขึ้นกว่าการสร้างตามปกติของร่างกาย

เกิดการดันตัวของเซลผิวใหม่ที่อยู่ข้างล่าง ให้ขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าทำให้หลุมสิวบนใบหน้าตื้นขึ้นได้

  •  ข้อดีของการรักษาหลุมสิวด้วย IPL
  1. ไม่เกิดรอยไหม้ที่ผิวหน้า เพราะเป็นการยิงลำแสงเข้าไปเพื่อกระตุ้นเซลผิวชั้นใน
  2. ไม่เจ็บ ถ้าเทียบการการยิงลำแสงประเภทอื่นๆ
  3. หลังจากทำไม่ต้องพักฟื้นนาน ใช้ชิวิตได้ตามปกติ แบบว่าทำคืนนี้พรุ่งนี้ก็ทำงานได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  4. ไม่ทำให้หน้าบาง เพราะไม่ได้เป็นการลอกผิวออก
  5. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวชั้นหนังแท้ได้เป็นอย่างดี
  •  ผลข้างเคียงของการรักษาหลุมสิวด้วย IPL
  1. อาจจะเกิดรอยแดงบวม แต่ไม่ต้องกังวลเพราะรอยจะหายไปภายใน 3-7 วัน
  2. อาจมีตุ่มใสเกิดขึ้น
  3. อาจมีการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีผิวบ้าง

ซึ่งผลข้างเคียงที่ได้กล่าวมาส่วนใหญ่จะหายไปเองในเวลาไม่นาน เต็มที่ก็ไม่เกิน 4 สัปดาห์ แต่หากมีอาการเหล่านี้มากและยาวนานผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

การรักษาหลุมสิวด้วย IPL เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและมีผลข้างเคียงที่น้อย ซึ่งเป็นการรักษาที่เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling Scar คือเป็นรอยหลุมสิวที่มีลักษณะเป็นแอ่งเว้า หากเป็นหลุมสิวแบบอื่นๆแนะนำให้รักษาโดยใช้วิธีอื่นจะเหมาะกว่า

สิ่งที่ต้องคำนึงอีกอย่างหนึ่งคือในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยคิดค่าบริการจากการยิงลำแสงเพื่อรักษาหลุมสิวในแต่ละครั้ง

หรือที่เรียกว่า shot ซึ่ง 1 shot จะอยู่ที่ 100-300 บาท หรืออาจจะเป็นการเหมาจ่ายทั้งหน้าก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพหลุมบนใบหน้าของเราว่ามีกี่จุด

ก่อนที่จะตัดสินใจรักษาหลุมสิวด้วยวิธีนี้ก็ลองช่างใจกันดูค่ะ ว่าจะคุ้มกับเงินที่ต้องจ่ายไปหรือเปล่า หรือว่าจะลองถามคำแนะนำจากแพทย์ดูก่อนก็ได้

แต่ก็อย่าไปเชื่อ 100% ครับ ลองหาข้อมูลดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ มีคนแชร์ประสบการณ์ไว้เยอะ จะได้ไม่เดินทางผิดเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน

และที่สำคัญเสียหน้าอีกต่างหาก วิธีรักษาหลุมสิวด้วย Cool touch Laser เป็นวิธีการรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์ชนิดหนึ่ง โดยเป็นเลเซอร์ที่มีความยาวแสงอยู่ในช่วง 1,320 Nd:Yag

ซึ่งแสงเลเซอร์ตัวนี้จะยิงไปที่ผิวหน้าของเราโดยจะผ่านทะลุผิวชั้นแรกเข้าไป และไปทำงานในผิวชั้นกลาง โดยทำให้น้ำในเซลล์ผิวเกิดความร้อน

เหมือนการต้มน้ำให้เดือด ซึ่งการเกิดความร้อนขึ้นในเซลล์ผิวนี่เองที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ผิว ทำให้หลุมสิวบนหน้าของเราตื้นขึ้นได้

2.การรักษาหลุมสิวด้วย Cool touch Laser

  • หมอจะทายาชาที่หน้าของเรา เพื่อไม่ให้เจ็บเวลาที่ถูกยิงด้วยเลเซอร์ ทิ้งไว้ประมาณ 50 นาทีเพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์
  • เมื่อครบ 50 นาที
  • ยาที่ชาก็จะออกฤทธิ์ หน้าเราก็จะด้านชาพร้อมรับทุกสถานะการณ์ หมอก็จะให้พยาบาลทาเจลเย็นที่หน้าของเราอีกชั้นนึงก่อนยิง เพื่อลดความร้อนจากแสงเลเซอร์
  • หมอเริ่มยิงเลเซอร์ Cool touch Laser มาที่หน้าของเรา ยิงแบบไม่ยั้ง เป็นร้อยช็อตได้ ซึ่งจำนวนครั้งในการยิงก็ขึ้นอยู่กับหลุมสิวบนหน้าของเราว่ามีมากน้อยแค่ไหน
  • เวลาถูกยิงรู้สึกเจ็บไม่มากสงสัยยาชาจะดี พอหมอยิง Cool touch Laser เสร็จก็จะประคบเย็นให้เราอีกที

ข้อดีของการรักษาหลุมสิวด้วย Cool touch Laser

  1.  ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เกิดสะเก็ดที่หน้า ไม่มีร่องรอยการทำหลงเหลืออยู่เลย รอยแดงจะเกิดแค่ตอนทำเสร็จใหม่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็จะหายไปเอง
  2. ไม่เจ็บมาก ถ้าเทียบกับเลเซอร์ตัวอื่น เช่น Fraxel หรือ การทำ Dermaroller
  3. ราคาไม่แพงเท่าไร ครั้งละ 2,000 – 3,000 บาท ถ้าเป็นคอร์สก็ทำ 3 ครั้ง ประมาณ 7,500 บาท 5 ครั้งก็ประมาณ 12,500 บาท
  4. ไม่ต้องบำรุงผิวมาก เหมือนวิธีอื่o
  5. ได้ผลดีกว่าการรักษาหลุมสิวด้วย IPL
  •  ข้อควรพิจารณาก่อนรักษาหลุมสิวด้วย Cool touch Laser
  1.  Cool touch Laser เหมาะกับการรักษาหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก หลุมตื้นๆจำนวนไม่มาก ถ้าเป็นมากแนะนำให้ทำตัวอื่นแทน เช่น Fraxel , Dermaroller จะเห็นผลมากกว่า
  2. อาจต้องทำหลายครั้งถึงจะช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ ประมาณ 5-7 ครั้ง

โดยรวมแล้วการรักษาหลุมสิวด้วย Cool touch Laser เป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากมีไม่มีผลข้างเคียง ไม่เกิดรอยแดง หรือแผลที่หน้า

ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเดิม แถมราคายังไม่สูงมาก ถ้าใครเป็นหลุมสิวแบบไม่มากผมแนะนำตัวนี้เลยค่ะ เลิศสุดๆ แต่บางทีการรักษาหลุมสิวก็แล้วแต่คนด้วย

บางคนอาจจะทำแล้วได้ผลกับวิธีนี้ บางคนอาจจะไม่เห็นผลเลย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างด้วย เอาเป็นว่าเอาใจช่วยให้ทุกคนมีใบหน้าที่เนียนเรียบ ขาว ใส ไร้สิว

ครีมหน้าเรียว

ครีมหน้าเรียว กับ วิธีทำให้หน้าเรียว

วิธีทำให้หน้าเรียว อย่างปลอดภัย ด้วยวิธีการต่างๆดังนี้

ปัญหาหน้าใหญ่ หน้าบาน กรามใหญ่ คงเป็นปัญหาสำหรับ หนุ่มๆและสาวๆหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีปัญหาเหล่านี้ ก็มักจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง  ไม่ว่าปัญหานี้ จะเป็นมาตั้งแต่เด็ก หรือเพิ่งมาเป็น

ในช่วงตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว ปัญหาเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ขอแค่คุณเลือกให้ถูกวิธี เพราะปัญหาหน้าใหญ่ หน้าบานนั้นมันมีอยู่ด้วยกันหลายกรณี ซึ่งแน่นอนว่า การรักษานั้นก็ต้องแตกต่างกันออกไปอย่างแน่นอน

เช่น หน้าบวม หรือมีอาการบวมน้ำ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการ รับประทานอาหาร หรือแก้มบวม เพราะ มีไขมันสะสมมาก หรือกรามใหญ่เพราะกล้ามเนื้อเพราะเกิดจากการใช้งาน กล้ามเนื้อส่วนนี้มาอย่างยาวนาน

เช่น การเคี้ยวอาหารที่เคี้ยวยากๆ เช่น เนื้อสัตว์ปลาหมึก หมากฝรั่ง เป็น หรือเป็นคนกระดูกขากรรไกรใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ทีนี้เรามาดูวิธีทําให้หน้าเรียวกันดีกว่า

ครีมหน้าเรียว

วิธีทำให้หน้าเรียว

1.โบท็อกหน้าเรียวการฉีดโบท็อกซ์ (Botox)

หรือสาร Botulinum Toxin ลดกรามปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก ก็เป็นอีกวิธี ที่ค่อนข้างได้ผลดีอย่างมาก และปลอดภัย แต่มีข้อเสียคือหลังจากฉีดแล้วฤทธิ์ของยาจะอยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน

ซึ่งขึ้นอยู่ กับการดูแลของแต่ละบุคคลด้วย และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อยข้างแพงตั้งแต่ 3,000 – 40,000 บาท ทั้งนี้ราคาจะอยู่กับคุณภาพของตัวยาที่ใช้ฉีด ประสบการณ์ของแพทย์

และสถานที่เป็นหลัก เมื่อฉีดไปแล้วประมาณ 2-3 อาทิตย์ก็จะค่อยๆเห็นผล ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองถ่ายรูปก่อนและหลังฉีด ของคุณไว้เป็นตัวอย่างก็ได้แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะฉีดโบท๊อกซ์ แล้วหน้าเรียวเสมอไป

เพราะวิธีนี้ จะได้ผลกับผู้ที่มีกรามใหญ่ เพราะกล้ามเนื้อเท่านั้น เมื่อคุณลองกัดฟัน แล้วลองจับบริเวณกรามของคุณ ก็จะรู้ว่าคุณมีกล้ามเนื้อกรามหรือไม่ และมัดใหญ่แค่ไหน

คุณเคยสังเกตหรือไม่ตอนเด็กๆ หน้าเรียวทำไมโตขึ้นๆกรามถึงใหญ่ หน้าก็เหลี่ยม เนี่ยแหละที่เค้าเรียกว่ากรามใหญ่ เพราะกล้ามเนื้อ สาเหตุหลักๆก็มาจากการใช้กล้ามเนื้อ บริเวณกรามมากเกินไป

เช่น เคี้ยวหมากฝรั่ง เคี้ยวอาหารอย่างปลาหมึก หรือเนื้อเป็นประจำ หรือมักนอนกัดฟัน สบฟันไม่สนิท เหล่านี้ก็คือ เป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนคุณไม่ทันรู้ตัวนั่นเอง

  • การทำงาน ของการฉีดสาร Botox

นั้นก็คือ เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว สารนี้จะไปทำให้กล้ามเนื้อ ที่เป็นมัดๆของคุณคลายตัวลง ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนนักกีฬา เพาะกล้ามที่กล้ามใหญ่ๆ พอไม่ได้ออกกำลังกายนานๆ

กล้ามเนื้อก็จะรีบแบนไปเองนั่นเอง แต่ถ้าคุณหน้าไม่เรียว เพราะไขมันหรือกรามใหญ่ เพราะกระดูกวิธีนี้ก็ใช้ไม่ได้ผล ต้องรักษาด้วยวิธีอื่น

2.ร้อยไหมปรับหน้าเรียว

ช่วยยกกระชับหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าหย่อนคล้อยเป็นหลัก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้หน้าของคุณ เรียวเล็กขึ้นมาได้แต่ไม่มากเท่า Botox

ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวหน้า ที่หย่อนคล้อย ค่อยๆกระชับยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้น หรือใช้เวลาพักฟื้นน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความชำนาญของแพทย์ด้วยส่วนราคาก็จะอยู่ ที่หลักหมื่นขึ้นไป

3.ผ่าตัดกรามหรือเหลากราม เพื่อปรับรูปหน้า

เหมาะสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่ หรือมีกระดูกขากรรไกรใหญ่ มาแต่กำเนิด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะทำให้ใบหน้าของคุณ เปลี่ยนเป็นรูปทรงได้ในแบบที่คุณต้องการ

ซึ่งจะทำให้หน้าดูแคบ และเรียวขึ้น ซึ่งการผ่าตัดนั้นก็มีอยู่ด้วย 2 วิธีนั้นก็คือ การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก และภายในช่องปาก โดยการตัดแต่งกรามนี้ไม่ใช่การเลื่อนกราม และเราไม่จำเป็นต้องจัดฟันร่วมแต่อย่างใด

และมีวิธีการทำง่ายไม่ซับซ้อน ใช้เวลาพักฟื้นไม่นานนัก แต่วิธีนี้คุณต้องแน่ใจจริงๆว่า กรามคุณใหญ่เพราะกระดูกขากรรไกรจริงๆ ไม่ใช่ใหญ่เพราะกล้ามเนื้อ

เพราะถ้าใหญ่จากกล้ามเนื้ อแนะนำให้ฉีด Botox จะดีกว่า ถ้าคุณไม่แน่ใจ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินว่า กรามคุณใหญ่เพราะอะไร และควรใช้วิธีไหนในการรักษาจะดีที่สุด สำหรับราคาก็อยู่ที่ประมาณ 4-8 หมื่นบาท

4.ศัลยกรรมปรับแต่งกระดูก แก้ปัญหาโหนกแก้มสูงใหญ่ ปัญหาหน้าบานหรือหน้าตอบ

แต่มันก็มีข้อเสียคือ ถ้าหากปรับแต่งไปแล้ว เราเกิดไม่ชอบจะกลับไปเปลี่ยนแปลง ให้เป็นแบบเดิมมันก็คงไม่ได้ ต้องเลือกหมอศัลยกรรมที่เก่ง และเข้าใจสรีระโครงสร้างของใบหน้าคุณเป็นอย่างดี

5.บริหารหน้าเรียวฉีดแฟตแก้มหรือเมโสแฟต

บริหารหน้าเรียวบริเวณแก้ม เหมาะสำหรับผู้แก้มใหญ่ หน้ากลม เพราะมีไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม สำหรับการฉีด ก็จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดที่ไม่ต้องการ

อย่างบริเวณแก้ม ก็ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้นได้เหมือนกัน และต้องฉีดทุกอาทิตย์ ซึ่งผลที่ได้อาจจะช้า และมีผลข้างเคียงมาก มีอาการเจ็บในตอนฉีด และมีรอยฟกช้ำบ้างหลังการฉีด ทั้งนี้ก็แล้วแต่ตัวยาที่ใช้ สำหรับราคาก็ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป

6.ฟิลเลอร์เสริมคาง

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้หน้าคุณ เรียวยาวขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเป็นคนๆ ไปว่าถ้าหากฉีดฟิลเลอร์ บริเวณคางเพิ่มขึ้นมา แล้วจะเหมาะสมหรือไม่ หลังจากฉีดประมาณ 10-12 เดือน

ก็จะค่อยๆสลายไปเอง ถ้าเป็นฟิลเลอร์เกรดดี แต่ถ้าเป็นของไม่มีคุณภาพฉีดไปแล้วไม่สลายก็ถือว่าอันตรายมากเลยทีเดียว

7.RF หรือ Radio Frequency

ใช้หลักการของคลื่นเสียง ก็เป็นอีกวิธี ที่จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณ ดูเรียบตึงขึ้นได้ เพราะช่วยขจัดเซลลูไลท์ และไขมันที่สะสม แต่การทำต้องทำอย่างสม่ำเสมอและใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน

ซึ่งผลพลอยได้ก็คือมันอาจจะช่วยทำให้หน้าคนบางคนดูหน้าเรียวกระชับขึ้นมาได้นั่นเอง

8. ครีมหน้าเรียว

” ครีมหน้าเรียว “ ข้อเท็จจริงก็คือ มันแค่ช่วยให้ผิวหน้าคุณ ดูกระชับกว่าเดิมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ าถ้าคุณกรามใหญ่ หน้าเหลี่ยม หน้าบานแล้วมันจะช่วยได้

ถ้าโฆษณาว่า ครีมหน้าเรียว เห็นผลชัดเจนภายใน 3 วัน 7 วัน แบบไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม ต้องบอกว่าเป็นการโอ้อวดโฆษณาเกินจริง อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณ

ดัดฟัน

9.การจัดฟันหรือดัดฟัน

วิธีทำให้หน้าเรียวสำหรับบางคน ก็ช่วยทำให้รูปหน้าเรียวเล็กลงได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ผล ถ้ารูปหน้าหรือกรามใหญ่เพราะเกิดจากฟัน และเมื่อจัดฟัน ได้มีการถอนฟันไปหลายซี่ รูปหน้าก็จะเล็กลงได้เช่นกัน

แต่ในทางการแพทย์ ไม่แนะนำให้จัดฟัน เพื่อต้องการให้หน้าเรียวเล็ก ถ้าคุณไม่มีปัญหา เกี่ยวกับฟันจริงๆ แนะนำวิธีอื่นจะดีกว่า สำหรับราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 3-5 หมื่นบาท

 ครีมหน้าเรียว กับวิธีทำให้หน้าเรียวด้วยตัวเอง

1.ปรับแต่งทรงผม

ก็ช่วยอำพรางใบหน้าของคุณ ให้เรียวเล็กขึ้นได้เหมือนกัน เช่น ผมแสกข้างจะช่วยลดความกลม ของใบหน้าได้ หรือการสไลด์ด้านข้างให้เป็นเลเยอร์ก็ช่วยทำให้หน้าเรียวได้เหมือนกัน

และไม่ควรไว้ผม ทรงที่สั้นจนเกินไป เป็นต้น อันนี้ก็ต้องไปศึกษากันอีกที ลองถามช่างตัดผมดูก็ได้เพราะมันจะช่วยทำให้หน้าคุณดูเรียวขึ้นจริงๆ และถ้ามีเทคนิคเดี๋ยวเราจะมาอัพเดทให้อ่านกันอีกครั้ง

2.ทําหน้าเรียวลูกกลิ้งนวดหน้าเรียว

ทําหน้าเรียวก็มีหลายเกรดหลายยี่ห้อ ตั้งแต่แบบเป็นพลาสติกไปจนถึงโลหะที่เป็นอลูมิเนียม เซรามิก ถ้าหากทำเป็นประจำทุกๆวันวันละ 15 นาทีก็จะช่วยให้รูปหน้าของคุณดูเรียวขึ้นมาได้เหมือนกัน

 3.การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า

เพื่อช่วยให้ใบหน้าของคุณกระชับยิ่งขึ้นหากทำเป็นประจำ เช่น

  1.  การอมลมที่แก้มทีละข้างให้ป่องแล้วสลับกันไปมา
  2.  การทำปากจู๋ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
  3. การฉีกยิ้มทีละข้างซ้ายทีขวาทีและพยายามยกมุมปากให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ
  4. อีกวิธีฉีกยิ้มให้กว้างๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตึงตัวแล้วพูดคำว่า อา อี อู เอ โอ ยาวๆ

4.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

เช่น เลิกรับประทานขนมขบเคี้ยว หมากฝรั่ง เนื้อสัตว์ที่เคี้ยวยากๆ เพราะมันเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้กรามคุณใหญ่ขึ้น แล้วหันมารับประทานผักผลไม้เป็นประจำ

5.ลดละเลิกการดื่มแอลกฮอฮอล์ และอาหารที่มีรสเค็ม

เพราะเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมหน้า ซึ่งจะทำให้หน้าคุณบวมเป็นซาลาเปาได้นั่นเอง

6.ออกกำลังกายเป็นประจำ และควบคุมอาหารไปด้วย

ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ที่หน้าใหญ่เพราะมีไขมันสะสมบริเวณใบหน้า ไขมันจะได้ลดน้อยลงไปบ้างและที่สำคัญยังทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ดูไม่เหี่ยวย่น แลดูกระชับฟิตเฟิร์มขึ้นนั่นเอง

นวดหน้า
 7.นวดหน้าเรียว

  •  นวดหน้าเรียวเริ่มจากการบริหารกล้ามเนื้อหน้าผาก ด้วยการใช้นิ้วนางและกลาง เริ่มจากกึ่งกลางหน้าผากแล้วนวดวนขึ้นเป็นแนวขดลวด ขึ้นหนักลงเบา
  • โดยนวดจนถึงบริเวณขมัย 6 จังหวะ ทำซ้ำแบบนี้ 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายให้กดจุดที่ขมับเพื่อช่วยผ่อนคลาย
  • สำหรับบริเวณรอบดวงตาและยกกระชับริมฝีปาก ให้ใช้นิ้วนาวและกลางนวดเบาๆตรงใต้ตา
  • โดยเริ่มจากแนวโครงกระดูกเบ้าตาล่าง แล้ววนไปวนมาเบาๆ นับเป็นหนึ่งครั้ง และทำซ้ำแบบนี้ 3 ครั้ง
  • หลังจากนั้นให้เริ่มนวดจากบริเวณใต้โพรงจมูกลูบออกไปด้านข้างในลักษณะยกผิวขึ้น ลูบไปมา 3 ครั้ง
  • แล้วเลื่อนนิ้วลงมาบริเวณใต้ริมฝีปากล่าง แล้วลูบออกตามแนวริมฝีปากในลักษณะยกขึ้น และทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  • ยกกระชับผิวกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ให้ใช้ปลายนิ้วทั้งสองข้างนวดจากบริเวณมุมปาก ในลักษณะยกผิวขึ้นเป็นมุมกว้าง แล้วค้างไว้ประมาณ 4-5 วินาที แล้วค่อยลูบลง ทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  • ยกกระชับผิวบริเวณมุมปาก ด้วยการใช้ปลายนิ้วทั้งสองข้างนวดจากบริเวณกึ่งกลางคางขึ้นไปที่ตรงบริเวณมุมปากในลักษณะยกขึ้น ทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  • ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดบริเวณรอบดวงตา ด้วยการใช้นิ้วนางและกลางกดบริเวณหัวตาทั้งสองข้างเบาๆประมาณ 3 วินาทีแล้วลูกผ่านเปลือกตาและวนรอบดวงตาแล้วกลับมากดที่หัวตา ทำแบบนี้ 3 ครั้ง
  • และครั้งสุดท้ายให้ลูบผ่านเปลือกตาไปกดจุดที่บริเวณขมับ เป็นอันเสร็จ และควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอทุกๆวัน

รู้แบบนี้แล้ว หนุ่มๆสาวๆก็ลองพิจารณาดูกันนะคะ ว่าจะดูแลรักษา การปรับรูปหน้าของเราให้เรียวเล็กอย่างไรบ้าง ยังไงก็ขอแนะนำว่า การที่เราไม่ต้องลงทุนมากจนเกินไป มีวิธีดูแลเองเป็นประจำ โดยอาจจะเสริมตัวช่วยด้วยการใช้ ครีมหน้าเรียว เพื่อปรับใบหน้าให้ยกกระชับ ไม่อ่อนคล้อย ก็น่าจะเพียงพอ แถมผิวหน้ายังแลดูเปล่งปลั่ง แลดูอ่อนกว่าวัยย์อีกด้วย

ครีมรักษาฝ้า

ครีมรักษาฝ้า สาเหตุการเกิดฝ้า และวิธี ลดฝ้า รักษาฝ้า บนใบหน้า

เรามาทำความรู้จักกับ ฝ้า กันดีกว่า โดยเฉพาะ คุณผู้หญิงทั้งหลาย ยิ่งต้องควร จะระมัดระวังอย่างมาก แต่สาเหตุหลักของ ฝ้า กระ นั้น มักจะเกิดจากแสงแดด เป็นหลัก ฉะนั้นจะออกไปไหนมาไหน ก็ควรจะทาครีมกันแดด และพกร่มติดตัวทุกครั้ง

ครีมรักษาฝ้า

เรามาดูวิธีรักษา ป้องกัน การเกิด ฝ้า ลดฝ้า กันดีกว่า ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านผิวหนังกล่าวว่า ผู้หญิงเอเชียส่วนใหญ่ ใส่ใจกับเรื่องผิวคล้ำ จากการผลิตเม็ดสีผิว ที่มากเกินไป หรือการผลิตเม็ดสีที่ไม่เท่ากัน ซึ่งทุกสภาพผิว มีโอกาสได้รับ ผลจากการผลิตเม็ดสี ที่ผิดปกติ

โดยขึ้นอยู่กับ ผลกระทบ จากภายนอกได้ เช่น แสงแดด หรือปัจจัยภายในร่างกาย อย่างเช่น ฮอร์โมน หรือจากสภาพผิว ที่ได้รับการถ่ายทอด ตามกรรมพันธุ์ ของแต่ละคน โดยมากการผลิตเม็ดสีผิว ที่ผิดปกติ มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก สำหรับผู้ที่มีผิวมัน และเป็นไปตามลักษณะเชื้อชาติ

ฝ้า มีลักษณะคล้ายกับ จุดด่างดำ แต่มีบริเวณ ที่กระจายกว้างกว่า ส่วนมากฝ้า เป็นผลจาก การเปลี่ยนเเปลงฮอร์โมน เช่น การตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด เพราะระบบภายในร่างกาย เกิดการเปลี่ยนแปลง คล้ายคลึงกับช่วงตั้งครรภ์

ฝ้า แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามความลึกของการเกิดฝ้าคือ ฝ้าแบบตื้นและฝ้าแบบลึก

  • ฝ้าแบบตื้น

จะอยู่ในระดับ ผิวหนังกำพร้า หรือผิวหนังชั้นนอก มักมีลักษณะ เป็นสีน้ำตาลขอบชัด เกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว นอกจากนี้ ฝ้า ชนิดนี้ยังรักษา โดยการใช้ ยาทาฝ้า อ่อนๆ และ ยากันแดด ก็สามารถลบเลือนให้หายได้

  • ฝ้าแบบลึก

จะมีอาการผิดปกติ อยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิด ฝ้า ในระดับที่ลึกกว่า ผิวหนังกำพร้า จะเกิดความผิดปกติ ในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด รักษาได้ยากกว่า ฝ้าชนิดตื้น และไม่ค่อยหายขาด การใช้ “ครีมรักษาฝ้า” อ่อนๆ และ ยากันแดด เพียงแต่ช่วยให้ดีขึ้นเท่านั้น

การรักษา ประกอบด้วยหลายวิธี เนื่องจากความผิดปกตินี้ เกิดจากปัจจัย ที่มีความซับซ้อน แต่กรณีที่เกิดขึ้น บนผิวชั้นหนังกำพร้า หรือแบบตื้น สามารถควบคุมได้ด้วยครีม แต่ถ้าเป็นบริเวณที่ ลึกกว่านั้น เช่น เนื้อเยื่อ

ก็ไม่สามารถรักษา ด้วยครีมตัวใดตัวหนึ่ง หรือแม้แต่การศัลยกรรม การขัดผิวหนัง เพื่อรักษาแผลเป็น หรือการใช้เลเซอร์ โดยปกติแล้วจะให้การรักษา แบบตรงจุด เช่น การลอกผิว หรือการกรอผิว ด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion) หรือ chemical peel ซึ่งดูเหมือนว่า จะส่งผลการรักษา ได้รวดเร็ว

ครีมรักษาฝ้า”   และ กระบวการสร้างเม็ดสีผิว  เมลานิน

สารเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสี สร้างจากเซลล์ผิวหนัง ที่เรียกว่าเมลาโนโชต์ (melanocyte) เป็นเซลล์ที่เจริญมาจากเซลล์ ระบบประสาท ซึ่งแทรกตัวอยู่ใน ชั้นหนังกำพร้าส่วนล่างสุด โดยเซลล์ เมลาโนไซต์หนึ่งเซลล์ จะแตกแขนง เป็นร่างแหเล็กๆ ยื่นไปสัมผัสเซลล์ ผิวหนังประมาณ 35 เซลล์

เมลานิน ทำหน้าที่กรองรังสี ที่จะมาทำอันตราย เซลล์ผิวหนัง โดยมีความสามารถ กรองรังสี UV  ยิ่งถ้ามีการตากแดด มากเท่าไร เมลานินก็จะถูก สร้างขึ้นมากเท่านั้น

โดยรังสี UVA ทำให้เกิดผิวสีแทน ฝ้า กระ เป็นสาเหตุเร่งการชราภาพของผิวหนัง ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น และ รังสี UVB ทำให้ผิวไหม้ และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง
วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันฝ้า กระแดด

ไม่ให้ใบหน้าถูกแสงแดดโดยตรงเด็ดขาด แม้ว่าจะทาผลิตภัณฑ์ป้องกันยูวีอย่างดีเพียงใดก็ตาม ควรถือร่มหรือหนังสือป้องกัน

  • ไม่ให้ใบหน้าโดนแสงระยะใกล้ เช่น โคมข้างเตียงนอน เตาไฟ จอคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะกระจกรถยนต์ ควรติดฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง
  • ทาผลิตภัณฑ์ป้องกันยูวีตลอดวัน แม้อยู่ในที่ร่ม และต้องทาอย่างน้อย 2 ครั้งในตอนเช้าและเที่ยง โดยไม่หลงเชื่อคำโฆษณาว่าป้องกันได้ 8 -12 ชั่วโมงถ้าทำงานตอนกลางคืนควรทาเพิ่มอีก เนื่องจากแสงจากหลอดไฟฟ้าก็มียูวีซึ่งเป็นสาเหตุของฝ้า ควรเริ่มทาอย่างช้าตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าหรือกระแดด
  • ไม่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรเลือกคุมด้วยวิธีอื่น เช่น ฉีดยาคุม หรือ ใส่ห่วง
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางที่ผสมน้ำหอมทาใบหน้า

ฝ้า

วิธีการรักษาฝ้า กระแดดอย่างง่าย

1. ผลิตภัณฑ์ป้องกันยูวี มีความสำคัญสูงสุด

ในการรักษาฝ้า และกระแดด ยิ่งกว่าครีมลดรอยดำเสียอีก จะต้องทาทุกวัน และตลอดวันอย่างเคร่งครัด ต้องทาใหม่ทุกครั้งที่ล้างหน้า ถ้าทาครีมลดรอยดำ โดยไม่ทาครีมป้องกันยูวี ฝ้าจะไม่มีทางดีขึ้น

ผู้ที่มีผิวหน้ามัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดไม่มัน ( non-oil ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว ผลิตภัณฑ์ป้องกันยูวี ที่เหมาะสมที่สุด คือครีมปรับสีผิวให้ขาว ( Whitening ) ผสมกับครีมป้องกันยูวี

เนื่องจากจะช่วย ปรับสีผิวตรงส่วนที่ปกติให้ขาว กลมกลืนกับ ส่วนที่เป็นฝ้า หรือกระแดดได้ดีกว่า และป้องกัน การกลับเป็นใหม่ได้มากกว่า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่ป้องกันยูวีได้ประมาณ SPF 15– 30

ซึ่งจะป้องกันยูวี ได้ดีเพียงพอในที่ร่ม ถ้าสูงมากกว่านี้ มักทำให้ผิวมัน เกิดการอุดตัน ของรูขุมขนก่อให้เกิดสิว และกระตุ้นให้เกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น มิหนำซ้ำยัง ป้องกันยูวีที่เกิดจากการตากแดด โดยตรงไม่ได้อยู่ดี

2.ทาครีมลดรอยดำวันละ 1-2 ครั้ง

“ครีมรักษาฝ้า” รุ่นเก่า ที่สถานพยาบาล ส่วนใหญ่นิยมใช้มานาน10– 20ปี จนถึงปัจจุบัน มักมีส่วนผสมของ สารไฮโดรควิโนน ( HQ ) ซึ่งจะทำให้ฝ้าจางเร็ว แต่มีผลข้างเคียงสูง

คือทำให้หน้าแดงในระยะแรก แล้วเปลี่ยนจาก ฝ้าชั่วคราวในชั้นหนังกำพร้า ให้ลงลึกลงไปสู่ชั้นหนังแท้ จนกลายเป็นฝ้าถาวร ซึ่งไม่มีทางรักษา ให้หายได้อีกเลย

“ครีมรักษา” ฝ้ารุ่นใหม่ จะไม่มีสารชนิดนี้ ผสมแต่มีข้อเสีย คือฝ้าจางช้าลง แต่ถ้าทาติดต่อกัน เป็นเวลานานเพียงพอ ก็จะได้ผลดีพอๆกัน และไม่ทำให้ หน้าแดง หรือกลายเป็นฝ้าถาวร จึงไม่ควรใช้ ครีมทาฝ้าชนิดที่ ผสมสารไฮโดรควิโนน

3.พื่อให้รักษาได้ผลเร็วขึ้น

แพทย์อาจทายาช่วยผลัดผิวด้วยกรดผลไม้ให้ที่สถานพยาบาล เดือนละ 1 – 2 ครั้ง

4.หลังจากฝ้าจางมากแล้ว ห้ามหยุดทาครีมเด็ดขาด

ควรเปลี่ยนเป็นครีมลดรอยดำ ชนิดอ่อนบริเวณรอยฝ้า หรือกระเดิม และทาผลิตภัณฑ์ ปรับสีผิวให้ขาว ผสมครีมป้องกันยูวี ทั่วใบหน้าในเวลาเช้า และเที่ยง และไม่ให้ใบหน้าโดนแดดตรงๆตลอดไป เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก

5.ผู้ที่มีผิวหน้าที่มันมากควรใช้สบู่ล้างหน้าสำหรับรักษาสิว

เพราะผลิตภัณฑ์ ป้องกันยูวีบี มักจะทำให้หน้า มันยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเกิดสิวตามมา หรือใช้ toner เช็ด ส่วนผู้ที่หน้าแห้ง หรือผิวแพ้ง่ายควรใช้สบู่ สำหรับผิวแห้ง

6.แม้ว่าจะดูแลอย่างดีเพียงใด ฝ้าและกระแดดก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้ทุกเวลา
เพราะคงไม่มีใคร ที่จะป้องกันตนเอง ไม่ให้โดนแสงทุกชนิด ได้ตลอด 24 ชั่วโมงตลอดปี เมื่อกำเริบ ให้กลับมาทาครีม ลดรอยดำอีกตามขั้นตอนเดิม

วิธีลดฝ้า กระ

หัวไชเท้า เป็นสมุนไพร ที่มีอยู่ในตำรายาจีน โดยแนะนำ ให้คนวัยทอง นำหัวไชเท้าดิบ มาหั่นซอยเป็นเส้นฝอย กินวันละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ หรือมื้อละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง (ถ้ารู้สึก มีกลิ่นฉุน อาจรับประทานร่วมกับน้ำผึ้ง)

เชื่อว่าจะทำให้ผิวพรรณ สดใสมีน้ำมีนวล ดูเปล่งปลั่ง เหมือนคนหนุ่มสาว ยังเชื่อว่าหัวไชเท้า ช่วยกำจัดพิษ สามารถช่วยให้ปัสสาวะใส ไม่ขุ่น ช่วยชำระล้าง ผนังกระเพาะอาหาร และลำไส้ ช่วยย่อย และช่วยทำให้หายใจโล่งขึ้น

ประโยชน์อีกอย่าง ของหัวไชเท้า คือ สามารถช่วยลดรอยฝ้า และกระให้จางลงได้ โดยนำหัวไชเท้า 1 หัว (ขนาดเล็ก) มาล้างน้ำให้สะอาด ทำการปอกเปลือก แล้วหั่นบางๆ นำไปปั่นให้พอละเอียด ใส่น้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนแกง

ปั่นรวมกันอีกครั้ง ใช้ทาทั่วผิวหน้า (ยกเว้นรอบดวงตาและปาก) ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ จะช่วยลดฝ้าและกระให้จางลง

วิธีรักษาสิวอุดตัน

 ”วิธีรักษาสิวอุดตัน”  รักษาอย่างไรให้หายขาด

สิวอุดตันที่จริงแล้วเป็นประเภทของสิว  โดยที่ถ้าพูดถึงคำว่า สิวอุดตัน  จะหมายรวมถึง  สิวหัวปิด  และสิวหัวเปิด  ก่อนจะไปลงรายละเอียด  จะเกริ่นให้เพื่อนๆฟังก่อนว่า  สิวมี  2  ประเภท  คือ  ประเภทที่อุดตัน  และสิวประเภทที่ไม่อุดตัน

ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว คนมักจะเป็นสิวประเภทนี้ และมีปริมาณมากกว่า สิวประเภทสิวอักเสบ เนื่องจากสิวอุดตัน จะเป็นสิวที่มีขนาดเล็ก  แต่จะเป็นทั่วใบหน้า  สังเกตคือจะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆสีดำบ้าง ขาวบ้าง ซึ่งถ้ามองไกลๆจะไม่เห็น

แต่หากส่องกระจกดูใกล้ๆเพื่อนๆจะเห็นได้ว่ามันอยู่ทั่วไปหน้า โดยเฉพาะบริเวณจมูก เพราะเป็นจุดที่มีรูขุมขนกว้างกว่าบริเวณอื่นๆทำให้เห็นได้ง่าย  สิวอุดตันมี  2  ชนิดหลักๆ  ได้แก่

วิธีรักษาสิวอุดตัน

1.สิวหัวปิด

ซึ่งก็คือพวกสิวหัวขาวทั้งหลาย ที่ขึ้นอยู่บนใบหน้า  มีลักษณะเป็นจุดไขมัน ขนาดเล็กมาก  และสังเกตได้ยาก เนื่องจากมีสี เดียวกันกับสีผิว ส่วนใหญ่ถ้ามีขนาดเล็ก ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าใช้มือบีบ จะเห็นเป็นไขมันสีขาว พุ่งออกมา

แต่บางครั้ง สิวหัวขาวนี้ จะมีขนาดเป็นจุดใหญ่ ขึ้นมาหน่อย ก็จะทำให้ สามารถเห็นได้บ้าง แต่โดยส่วนมาก เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน เมื่อมันกลายเป็นสิวอักเสบ  เพราะส่วนมากสิวหัวขาวนี้ มักจะกลายเป็น สิวอักเสบในที่สุด

2.สิวหัวเปิด

ก็คือ  สิวหัวดำ  ที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ที่หลายคนก็มักจะ คันไม้คันมือชอบบีบออกมา  หรือบางคนก็เลือก ที่จะไปให้หมอกดสิวให้  สิวแบบนี้สังเกตเห็น ได้ไม่ยากเนื่องจากมีสีดำ  จะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ เช่นเดียวกับสิวหัวขาว  แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มเซลที่ตายแล้ว

บริเวณที่พบบ่อย : บริเวณคาง ซอกจมูก ใต้ริมฝีปาก ข้างแก้ม หน้าผาก

สาเหตุหลัก :

1.การใช้เครื่องสำอางที่อุดตันผิว

และการทำความสะอาดผิว ไม่สะอาดเพียงพอ จึงทำให้เครื่องสำอางตกค้าง ก่อให้เกิดการอุดตัน ผู้ที่แต่งหน้าหนา โดยใช้รองพื้น แป้งผสมรองพื้น หรือ บีบีครีม จะพบปัญหาสิวอุดคันเยอะที่สุด เพราะผิวบางบริเวณมีรูขุมขนเล็ก ละเอียดจึงระบายออกมาไม่ทันจึงก่อให้เกิดการอุดตัน

2.ฮอร์โมนในช่วงที่มีรอบเดือน

เพราะฮอร์โมนโปรเจทเตอร์โรน ที่หลั่งออกมาในช่วง 2 สัปดาห์ ก่อนมีประจำเดือน มีผลทำให้รูขุมขนบวม และการไหลออกของไขมัน เป้นไปอย่างไม่ปกติ

3.ความมันบนใบหน้า

ความมันระหว่างวัน ที่ถูกขับออกจากรูขุมขน แล้วเคลือบความมันเหล่านั้น ที่เคลือบผิวเอาไว้ก็เป้นสาเตุของการอุดตันเช่นเดียวกัน

วิธีรักษาสิวอุดตัน ด้วยตัวเองแบบไม่เสียตังค์

การรักษาสิวอุดตัน ด้วยตัวเอง ก็คือ การศึกษาข้อมูล เกี่ยวกับสาเหตุ การเกิดสิวอุดตัน จากนั้นหาสาเหตุ ที่คิดว่าทำให้เกิดสิวอุดตัน ของเราให้เจอ แล้วแก้ที่ต้นเหตุ เรามาดูวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติด้วยตนเองง่ายๆ ไม่เสียตังค์ทางนี้เลยค่ะ

  • อย่าปล่อยให้ผิวหน้าสกปรกเป็นเวลานาน

ทุกครั้งที่กลับมาถึงบ้าน ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แต่ไม่จำเป็นต้องล้าง ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เพราะจะทำให้หน้า แห้งเกินไป เกิดการอุดตัน ควรล้างหน้าด้วย ผลิตภัณฑ์เพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น คือ หลังตื่นนอน ที่ปกติคนเราหน้าจะมัน

เพราะได้รับการพักผ่อนที่เต็มที่ และเป็นเวลานาน ถ้าหากต้องล้างหน้าอีกครั้ง อาจจะเป็นหลังจากออกกำลังกาย กลับจากการเรียน หรือกลับเข้าบ้าน จากการทำงาน ทำธุระนอกบ้าน และการเช็ดหน้าจะต้องเช็ดอย่างเบามือ เพียงแค่นำผ้ามาซับหน้า ก็เพียงพอแล้ว

  • อย่าใช้เครื่องสำอางค์หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่แรงเกินไป

ถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามลด การใช้เครื่องสำอางค์ลง เนื่องจากเครื่องสำอางค์ มักจะทำให้เกิดการอุดตัน อยู่บ่อยครั้ง หากจำเป็นต้องใช้ ให้หาคลีนเซอร์ ที่ใช้สำหรับ ทำความสะอาดเครื่องสำอางค์โดยเฉพาะ

นอกจากเครื่องสำอางค์แล้ว ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ก็ควรใช้ควรใช้แบบอ่อนโยนเช่นกัน  เพราะจะได้ไม่ทำให้ผิวหน้าระคายเคือง ไม่เกิดการแพ้

Washing face

  • อย่าบีบ แคะ แกะ เกา

หลีกเลี่ยงการรบกวนสิว โดยเฉพาะมือ ไม่ควรสัมผัส กับใบหน้า ถ้าไม่จำเป็น อย่างที่รู้ว่ามือ เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และการบีบ แคะ แกะ เกา รบกวนสิว จะทำให้เกิดการ ทิ้งแผลเป็นไว้บนใบหน้า และยิ่งไปกว่านั้น อาจจะเกิดเป็น หลุมสิว ที่ต้องใช้เวลานานแสนนานในการรักษา

  • อย่าทานอาหารประเภทมันๆ

เพราะการทานอาหารที่มีน้ำมันเยอะๆนั้น ทำให้ร่างกายมีไขมันเยอะ ส่งผลต่อต่อมไขมันให้ออกมามากเกินไปจเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันใต้ผิวหน้า

วิธีรักษาสิวอุดตัน แบบคนไม่ชอบรอ

ฟังวิธีรักษาสิวอุดตันแบบธรรมชาติ เริ่มที่ตัวเองกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูวิธีเสียตังค์กันบ้าง ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นวิธีเป็นวิธีรักษาที่มีในประเทศไทย เรียงจากงบน้อย และค่อยๆสูงขึ้นไปตามลำดับเลยนะคะ ข้อดีคือการรักษาแบบนี้ มักจะให้ผลการรักษา ที่เห็นผลได้รวดเร็วทันใจ

วิธีที่ 1 การใช้อุปกรณ์กดสิว
การใช้ที่กดสิวนี้ สามารถใช้ได้เฉพาะกับสิวหัวเปิด และสิวอุดตันเท่านั้น เพราะหากเพื่อนๆไปใช้กับสิวอักเสบ จากที่อักเสบอยู่แล้วก็ยิ่งช้ำและอักเสบเข้าไปใหญ่ แผลสิวก็ลึกมากขึ้น

วิธีใช้ : ก็แค่ทำความสะอาดอุปกรณ์กดสิวด้วยแอลกอฮอร์ แล้วค่อยๆกดสิวหัวดำออกมา ทีละจุดๆ

วิธีที่ 2 ใช้ครีมทาสิว
จะเป็นครีมทาสิวอุดตัน Retin-A ยาตัวนี้เป็นที่นิยม และใช้กันอย่างแพร่หลาย มีตั้งแต่ความเข้มข้นน้อย ไปถึงความเข้มข้นสูง ใช้ในการละลายสิวอุดตัน หากใครสนใจ และเริ่มใช้ใหม่ๆให้ใช้ความเข้มข้นน้อยๆก่อน เพราะถ้าใช้แบบเข้มข้นสูง จะระคายเคืองหน้าได้ง่าย หน้ามักจะลอกเป็นขุย

วิธีใช้ : ให้แต้มบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออก เหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวอุดตันไม่เยอะ

วิธีที่ 3 การกินยา
เหมาะสำหรับ คนที่เป็นสิวอุดตัน และค่อนข้างใจร้อน ในการรักษา วิธีนี้สามารถทำให้ สิวอุดตันหายไปได้อย่างรวดเร็ว ช่วงแรกของการกินยา สิวที่ค้างอยู่บนใบหน้า จะเห่อขึ้นมา และคนส่วนใหญ่ มักจะเลิกกิน เพราะคิดว่ามันทำให้สิวขึ้น

แต่ที่จริงแล้วจะเห่อขึ้นมา และหายไปในภายหลัง ถ้าคุณกินยาอย่างต่อเนื่อง การเลือกยากิน เพื่อรักษาสิวอุดตัน จะต้องถามคุณหมอให้ดี เพราะยารักษาสิวอุดตันบางชนิด อาจทำให้หน้าลอก บางชนิดทำให้หยุดสูง แนะนำว่า ให้ศึกษาข้อมูล ของยารักษาสิวอุดตัน ตัวที่สนใจให้ดีก่อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า สิวอุดตันเป็นสิวประเภทที่พบได้บ่อย ใน 100 คนจะมีคนเป็นสิวอุดตัน ประมาณ 75 คน เนื่องจากสิวอุดตันเป็นสิวที่เกิดง่าย แค่โดนสิ่งรบกวนไม่เท่าไหร่ ก็ทำให้เกิดสิวแล้ว อย่างเช่น

ฮอร์โมน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ใกล้มีประจำเดือน การเช็ดหน้าแรงๆ การโดนฝุ่นละอองเยอะๆ การกินอาหารมัน เป็นต้น

วิธีที่ 4 การเข้าคอร์สรักษาสิวต่างๆ
ซึ่งก็มีหลายๆคลินิค ที่เสนอขายคอร์สรักษาสิว ด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็กรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีบ้าง บ้างก็ใช้เลเซอร์ บ้างก็ใช้กระแสไฟฟ้าผลักวิตามินเข้าสู่หน้าบ้าง  แต่จะเป็นการรักษาสิวอุดตัน ที่ไม่ค่อยจะตรงจุดสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีไหนดีเท่าการที่เรา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เพื่อป้องกัน และหลีกเลี่ยง จากสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ แม้จะแพงแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ยอมดูแลตัวเอง หลังรักษา หน้าใสๆของคุณ ก็ต้องกลับไปมีสิวอีกอยู่ดี

ครีมรักษาสิวอุดตัน

ครีมรักษาสิวอุดตัน กับสาเหตุสิวอุดตัน

สิวอุดตัน(Non-inflammatory ance หรือ Comedone )

ครีมรักษาสิวอุดตัน

เป็นประเภทของสิว ที่พบได้บ่อย มากกว่า 70 %ของปัญหาสิว ซึ่งพบได้ทุกกลุ่มอายุ ทุกเพศ แต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว เกิดได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัว(โดยเฉพาะที่หลัง)

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมัน Sebaceous gland จำนวนมาก สิวไม่มีหัว เกิดจากอะไร  สิวประเภทนี้เกิดได้จากหลายปัจจัยรอบตัวเรา อย่างที่พอทราบกันบ้างแล้วว่า สิวอาจจะมาจากกรรมพันธุ์

จากฮอร์โมนเพศชาย ในร่างกายเราที่มีมากเกินไป หรืออาจจะมาจากพฤติกรรมส่วนตัว ที่ชอบแคะ แกะ เกาไปจนถึงการล้างหน้าไม่สะอาดก็เป็นได้ จึงทำให้มีสิ่งสกปรก หรือเครื่องสำอางตกค้าง

แล้วทำงานร่วมกับต่อมไขน้ำมัน แบคทีเรียอื่น ๆ ทำให้เกิดการอุดตันอักเสบฝังตัวลึกอยู่ใต้ผิวหนังได้ โดยส่วนใหญ่ลักษณะของสิวไม่มีหัวนั้น จะเป็นตุ่มนูนแข็ง

หรือบางคนอาจ เป็นก้อนไตฝังอยู่บนผิว สังเกตได้ว่าสิวแบบนี้ คือ สิวที่ไม่มีหัวขาว – หัวดำขึ้นมาให้เห็นชัดเหมือนสิวประเภทอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเกิดได้ในบริเวณที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก

และขอบอกเลยว่าเจ้าสิวไม่มีหัวนี่ถ้าสาว ๆ คนไหนเกิดเป็นขึ้นมาแล้ว ต้องพิถีพิถันและรีบดูแลเป็นพิเศษเลยนะ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ วันดีคืนดีอาจแปลงร่างกลายเป็นสิวอักเสบได้เลยล่ะ

สาเหตุการเกิดสิวอุดตัน

1. ต่อมไขมัน Sebaceous สร้างไขมันมากเกินไป โดยอาจเกิดจากสาเหตุ ฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ชนิด Testosterone ซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตและการสร้างไขมัน( Sebum) สูงมากกว่าปกติ

แล้วไขมันเกิดจากอุดตันในท่อไขมันที่ระบายไขมัน ออกสู่ผิวหนังด้านนอก อันนำมาซึ่งปัญหาสิวอุดตัน

2. ปัญหาผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin) มักพบเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้บ่อยเช่นกัน

3. ความผิดปกติของการลอกผิวในท่อขุมขนเอง( follicular lumen) แล้วทำให้เกิดการอุดตัน

4. สิวจากเครื่องสำอาง( Acne cosmetica) มักเกิดจากการใช้เครื่องสำอางบางชนิด แล้วเกิดอาการแพ้

5. สิวจากสเตียรอยด์ มักเกิดในผู้ที่ใช้ครีมทาที่ผสมสเตียรอยด์ ในการรักษาผิวแพ้ หรือรับประทานยา Prednislone เป็นประจำ เช่นผู้ป่วยโรคไต Nephrotic syndrome หรือ SLE

6. ความเครียด

7. ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ในภาวะใกล้หรือหมดประจำเดือน

ประเภทของสิวอุดตัน (สิวไม่อักเสบ) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1.  สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด
  2.  สิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด
  3. สิวสเตียรอยด์

ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอุดตัน มักเกิดจากการพยายามแกะ แคะ บีบเพื่อให้สิวอุดตันหลุด และขาดความชำนาญในการกดสิว คือ

  • รอยดำจากสิว
  •  รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar
  • สิวอุดตันเกิดมากขึ้น เนื่องจากการกดหรือบีบ แล้วทำให้ท่อไขมันบริเวณข้างเคียงเกิดอุดตัน จากการบาดเจ็บ( trauma)

แนวทางการปฏิบัติสำหรับการป้องกันการเกิดสิวอุดตัน มีหลักการคือ พยายามอย่าให้ผิวมัน และการกระทบกระเทือนต่อต่อมไขมัน ดังนี้

  1. ผลิตภํณฑ์ล้างหน้า เช่น สบู่ เจล โฟม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวมัน และมีตัวยาป้องกันการเกิดสิว
  2. เครื่องสำอาง ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม สารดีเทอร์เจ้นท์
  3. หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้า หรือ นวดหน้าแรงๆ
  4. หน้ามันมาก อาจต้องใช้โลชั่นเช็ดหน้า หรือใช้ยารับประทานกลุ่ม Retionoids หรือ ยาคุมกำเนิดกลุ่ม Dian-35 เพื่อลดหน้ามัน
  5. เลือกครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม
  6. ครีมบำรุง เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำมัน และไม่ควรมัน ไม่มีฮอร์โมนผสมในครีมบำรุง
  7. ครีมแก้แพ้ หรือ สบู่ล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวแพ้ง่าย( Sensitive skin)
  8. งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน ไอสครีม
  9. พักผ่อนให้เพียงพอ
  10. ไม่เครียด
  11. ห้ามกด หรือ บีบสิวเอง กรณีที่เกิดสิว

 ครีมรักษาสิวอุดตัน และ การรักษาสิวอุดตัน

สิวอุดตันภาพตัวอย่าง

1. ครีมรักษาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin( Retin-A)

เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลาย มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1 % อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำ โดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูง ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี

แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้า และทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุย ถ้าความเข้มข้นสูง แต่การละลายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที

2. ยารับประทานกลุ่ม retinoids

เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามลำตัว

3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents)

และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid ,Resorcinol,Sulphur,Aluminium oxide มักช่วยลอกขุย และทำให้สิวแห้งและหลุดออก มักใช้เป็นส่วนผสมของแป้งน้ำทาสิว( acne lotions)

4. การกดสิวอุดตัน

มักจะทำได้เฉพาะกลุ่มสิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ) เพราะจะหลุดออกได้ง่าย และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นภายหลัง

5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA

จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง ผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัว และหลุดออกได้ง่าย

6. การทำ Iontophresis

มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ

7. การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี ( Microdermabrasion)

พบว่าทำให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้ง่าย ทำให้หัวสิวเปิดออกเพื่อกดออกภายหลังได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง และสีผิวขาวขึ้น เรียบเนียนขึ้นได้ด้วย

8.BHA

จัดว่าเป็น “ครีมรักษาสิวอุดตัน” ได้ดีอีกตัวหนึ่งเป็นสารพวก Salicylic Acid ช่วยกำจัดสิว ลดการละคายเคืองผิวได้ดี และ BHA สามารถละลายในน้ำมันได้ดี

นั่นก็หมายถึงมันสามารถซึมผ่านไขมันที่หน้าเราเพื่อเข้าไปละลายสิ่งสกปรก หรือสิวอุดตันบนหน้าของเราได้เป็นอย่างดี วิธีการทาก็ให้ทาหลังจากที่ล้างหน้า ทาทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที

เพื่อให้ BHA ออกฤทธิ์ละลายสิวอุดตันซะก่อน จากนั้นค่อยทาครีมบำรุงตัวอื่นๆตามไปโดยไม่ต้องล้างออกเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยากเลยใช่มั๊ยครับ BHA ยอดนิยมก็ได้แก่ BHA ของ Paula’s Choice

มีหลายคนที้ใช้ดีขึงบอกต่อ หากอยากดูรายละเอียดของ BHA เพิ่มเติมตามมาดูได้ที่บทความนี้ครับ บีเอชเอ(BHA)กับการรักษาสิวอุดตันใช้แล้วหน้าบางมั๊ย รูขุมขนกว้างหรือเปล่า?

ครีมรักษาสิวอุดตัน  ใครที่ยังไม่เคยลองใช้พวกครีมพวกนี้ เลยต้องระวังกันด้วยนะคะ เพราะครีมเหล่านี้มักจะทำให้ผิวหน้า แดง ลอก เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

หากใครที่ลองใช้แล้วเกิดอาการเหล่านี้ก็ให้หยุดใช้เลยค่ะ นอกจากจะไม่ช่วยให้สิวอุดตันน้อยลงแล้ว สิวอักเสบ สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง อาจจะขึ้นมาแทนที่ได้

ทีนี้รักษากันยากกว่าเดิมอีก อีกเรื่องที่ต้องระวังก็คือ ตัว ครีมเรติน เอ กับ ครีม Differin ไม่เหมาะใช้ทาสิวอักเสบ เพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบมากขึ้น ให้ใช้ตรงสิวอุดตันเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง สำหรับคนที่เป็นสิวอุดตัน

“อย่า บีบ แคะ แกะ เกา” หลีกเลี่ยงการรบกวนสิว โดยเฉพาะมือ ไม่ควรสัมผัสกับใบหน้าถ้าไม่จำเป็น อย่างที่รู้ว่ามือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และการบีบ แคะ แกะ เกา รบกวนสิว จะทำให้เกิดการทิ้งแผลเป็นไว้บนใบหน้า หนักเข้าอาจจะเกิดเป็น หลุมสิว ที่ต้องใช้เวลานานแสนนานในการรักษา

ครีมลดจุดด่างดำ

ครีมลดจุดด่างดำ และสาเหตุของการเกิดจุดด่างดำ

ปัญหาเรื่องผิวคล้ำเสียสะสม จนผุดมาเป็น จุดด่างดำนั้น สาเหตุหลักมาจากรังสียูวี ที่เก็บสะสมสร้างเม็ดสีเข้มมา เป็นระยะเวลานานจนเกิด

ปรากฎบนผิวให้เห็น หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ไม่อยากเจอปัญหานี้ โปรดอย่าละเลยการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเป็นอันขาด เพื่อใบหน้าที่สวยใสจะได้คงอยู่กับเราตลอดไป
Hyperpigmentation คืออะไร

ครีมลดจุดด่างดำ

 

Hyperpigmentation คือ การเพิ่มของการผลิตเม็ดสีในเฉพาะจุด โดยทั่วไปแล้วมีมากมายหลายสีด้วยกัน โดยสีผิวเข้มขึ้นที่ว่านี้ไม่ได้เจาะจงไปถึงสีใดสีหนึ่ง แต่หมายความถึงการที่มีสีผิวที่เข้มกว่าสีผิวปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากรังสียูวีเอ และ ยูวีบี ร่องรอยการเกิดสิว จุดด่างดำที่เกิดมื่ออายุเพิ่มขึ้น (age spots) และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

จุดด่างดำมีชนิดใดบ้าง และเกิดจากสาเหตุเดียวกันหรือไม่

จุดด่างดำมีหลายชนิด โดยมี “เม็ดสี” คือ ตัวทำหน้าที่ของสีที่เห็นบนผิวของเรา รวมถึงรอยคล้ำและจุดด่างดำต่างๆ ซึ่งก็เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป

ผิวสีเข้มขึ้นจากรังสียูวี (รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า จุดด่างดำที่เกิดมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือ age spots)

เมื่อกระบวนการของเซลล์ผิวถูกกระตุ้นจากรังสียูวีจะทำให้เมลาโนไซต์ ทำงานมากเกินไปและไปกระตุ้นเอนไซม์ไทไรซีเนส ซึ่งทำให้มีการผลิตเม็ดสีเข้มมากเกินไป เป็นผลให้เกิดจุดด่างดำต่างๆ ขึ้น

ผิวสีเข้มขึ้นจากแผลเป็น การติดเชื้อ หรือการระคายเคือง

การระคายเคืองต่างๆ สามารถก่อให้เกิดจุดด่างดำได้ เช่น รอยถูจากการทำความสะอาดหน้าที่รุนแรงเกินไป รอยขีดข่วน บาดแผล การแพ้ การติดเชื้อ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิวฝ้า นอกจากนั้นแล้วกรรมวิธีในการรักษาผิวหน้าด้วยเลเซอร์ ก็สามารถก่อให้เกิดสีผิวเข้มขึ้นได้เช่นกัน

กระ ที่เกิดจากกรรมพันธุ์

จุดเล็ก ๆ เหล่านี้จะติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถมองเห็นได้เมื่ออายุ 3 ปี จะเด่นชัดยิ่งขึ้นเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ และจะคงสภาพหรืออาจจางลงเล็กน้อยเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์กับรังสียูวีหรือไม่ แต่ผู้ที่มีผิวขาว ผมแดง ผมทอง และตาสีฟ้านั้นมีแนวโน้มที่จะมีกระชนิดนี้มากกว่าผู้ที่มีผิว ผม และตาสีอื่น ๆ

เม็ดสี คือ ผิวสีคล้ำที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อผิวได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทางธรรมชาติ คือ รังสียูวี การติดเชื้อ การแพ้ และบาดแผลต่าง ๆ เม็ดสีถกสร้างขึ้นจากเซลล์ เซลล์สร้างเม็ดสีที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (melanocytes) ซึ่งมีลักษณะเหมือนปลาหมึกยักษ์ที่มีแขนเล็ก ๆ มากมายสามารถยื่นไปสัมผัสกับเซลล์หนังกำพร้าที่ชื่อว่า คีราติ โนไซต์

เพื่อทำการแจกจ่ายเม็ดสี เมื่อผิวถูกทำลายระบบป้องกันผิวก็จะทำงาน โดยการส่งสัญญาณไปยังเมลาโนไซต์ให้เริ่มกระบวนการปกป้องกันผิว ส่งผลให้เมลาโนไซต์ปล่อยเม็ดสีโดยไปเปิดหัวนิวเคลียสของเซลล์ผิวออก ถ้าเม็ดสีถูกผลิตแบบไม่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง จุดด่างดำและความไม่สม่ำเสมอของสีผิวก็จะปรากฏให้เห็น

เราสามารถควบคุม หรือกำจัดปัญหาเกี่ยวกับความเข้มขึ้นหรือจางลงของสีผิวได้หรือไม่

เราสามารถรักษาจุดด่างดำที่เกิดจากฝ้า (Melasma Chiorasma) การมีสีผิวเข้มขึ้นเนื่องจากรังสียูวี ร่องรอยแผลเป็น การแพ้ การติดเชื้อ หรือการระคายเคืองเฉพาะจุดต่าง ๆ ได้ แต่เราไม่สามารถรักษาจุดด่างดำ หรือกระทำเกิดจากกรรมพันธุ์ได้

ใครมีแนวโน้มที่จะเกิดสีผิวที่ผิดปกติ

สีผิวที่มีเม็ดสีมากกว่า หรือสามารถตอบสนองต่อแสงแดดได้ไวกว่าตั้งแต่กำเนิดนั้น มีความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนสีผิวมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหานี้เกิดได้กับทุกคน ชนิดของสีผิวที่ผิดปกติขึ้นอยู่กับโทนผิวตามธรรมชาติ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผิวของคุณมีเม็ดสีมากกว่าคุณก็อาจมีแนวโน้มในการเกิดจุดด่างดำ จากการระคายเคืองหรือร่องรอยจากสิวได้มากกว่า แต่ถ้าคุณมีสีผิวที่อ่อนกว่า คุณก็อาจมีแนวโน้มในการเกิดจุดด่างดำจากแสงแดดได้มากกว่าเช่นกัน

ผิวของคนเอเชียไวต่อการเกิดสีผิวเข้มขึ้นหรือไม่

แน่นอนว่า ผิวของคนเอเชียนั้นไวต่อแสงแดด และเกิดจุดด่างดำได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น ๆ เพราะมีกระบวนการตอบโต้แสงแดดได้ไวกว่า เมื่อเกิดความเสียหายข้นกับผิวของคนเอเชียแล้ว กระบวนการผิวจะส่งสัญญาณไปยังระบบของเซลล์ทั้งหมด ซึ่งสามารถกระตุ้นการสร้างและจกจ่ายเม็ดสีได้ง่ายกว่า นอกจากนี้แล้วเรายังเชื่อว่ายีนก็เป็นตัวการหนึ่ง ที่ทำให้ผิวของคนเอเชียไวต่อการเกิดสีผิวเข้มขึ้น

สีผิวเข้มขึ้นมีผลอย่างไรกับผู้หญิงที่เชื้อชาติต่างกัน

สำหรับผู้หญิงฝรั่งขาว หรือคอเคเซียนจะมีสีผิวเข้มขึ้นในบริเวณที่ถูกแสงแดด ในรูปแบบของจุดด่างดำที่เกิดเมื่ออายุมากขึ้น และจะตามมาด้วยรอยเหี่ยวย่น สำหรับผู้หญิงแอฟริกัน อเมริกัน จะเกิดสีผิวเข้มขึ้นจากรอยแผลเป็นจากสิว

สำหรับผู้หญิงเอเชียก็จะเกิดจุดด่างดำขึ้นเร็วกว่าผู้หญิงฝรั่งขาวหรือคอเคเซียน แต่ไม่ปรากฏรอยเหี่ยวย่นในภายหลัง และสำหรับผู้หญิงฮิสแปนิคนั้นจะมีการเกาะตัวของเม็ดสีในแบบที่เรียกว่า “มันชา”

สาวๆ ที่ชอบอาบแดดล่ะมีความเสี่ยงแค่ไหน

Hyperpigmentation เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่การถูกแสงแดดถือเป็นตัวการสำคัญที่สุด ทั้งชาย และหญิงที่เคยอาบแดดเป็นเวลานาน จะเริ่มเห็นผลความเสียหายจากรังสียูวี

เมื่ออายุมากขึ้น และเริ่มหาวิธีในการแก้ปัญหาเหล่านั้น บวกกับในสภาพแวดล้อมปัจจุบันการมีผิวที่สว่างกระจ่างใส กำลังเป็นที่นิยมและจุดด่างดำต่างๆ ก็สามารถมองเห็นได้ชัดในสีผิวแบบนี้

อะไรคือหนทางในการรักษา Hyperpigmentation แบบเฉพาะจุด
ถ้าคุณต้องการปกป้องผิวจากความผิดปกติดังกล่าว สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ การเลือกใช้เครื่องสำอางที่รับมือกับปัญหาสีผิวเข้มขึ้นเฉพาะจุด อาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสาร Anti Oxidant ที่ถูกพบในสารสกัดมากมายจากพืช

รวมถึงวิตามินอี วิตามินซี กรดเฟอรูลิก และโปรแอนโธไซยานิดินจากไวน์ โพลีฟีนอลจากชาเขียว เรสเวราทรอลจากไวน์ และเจนิสตินจากถั่วเหลือง โดยสารสกัดทั้งหมดนี้สามารถช่วยปรับให้สีผิวที่มีจุดด่างดำ ดูสม่ำเสมอขึ้นได้อย่างเห็นผล

แดดเมืองไทยแรงไม่แพ้ชาติใดในโลก สำคัญสุดเลี่ยงการปะทะรังสียูวีโดยตรง การเปลี่ยนแปลงของสีผิวและจุดด่างดำ จึงเกิดได้ง่ายเพราะตอนนี้แสงแดดที่ ร้อนมีอยู่ในทุกฤดู

  • จุดด่างดำที่เกิดจากแผลสิว
  • จุดด่างดำที่ผุดขึ้นมาจากการดดนแสงยูวี
  • จุดด่างดำที่เดิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น อาจจะมาได้หลายรูปแบบเช่น กระ ฝ้า เป็นต้น
  • จุดด่างดำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • จุดด่างดำที่เกิดจากการเป็นแผล การติดเชื้อ อาการระคายเคือง
  • จุดด่างดำที่เกิดจากกรรมพันธุ์

จุดด่างดำ

 

ครีมลดจุดด่างดำ กับความเสี่ยง ผิวสีไหนมีความเสี่ยงกับการเกิดจุดด่างดำอย่างไรบ้าง

  • ผิวสีเข้ม (ผิวสองสี ผิวน้ำผึ้ง ผิวหมึก)

มีเม็ดสีเมลานินชนิดเข้ม สีน้ำตาลดำเยอะ การเกิดจุดด่างดำ หรือเวลาเป็นแผล อาทิ โดนยุงกัด จะทิ้งร่องรอยดำได้นาน ชัดกว่า โอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังน้อยกว่า

  • ผิวสีอ่อน (ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวน้ำตาลอ่อน)

มีเม็ดสีเมลานินชนิดสีแดงน้ำตาลเยอะ เวลาโดดแดดผิวจะไวต่อแสงกว่า และเวลาเป็นจุดแดงจุดดำ เป้นแผล เป้นรอยอะไรนิดหน่อย จะเห็นชัดมาก โอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังมากกว่า หากถูกแสงแดดเวลานานเป็นประจำ

จุดด่างดำรักษาได้อย่างไร?
การเกิดจุดด่างดำนั้น ทางการแพทย์เรียกว่า Hyperpigmentation คือ การผิดปกติของการสร้างเม็ดสี ซึ่งการรักษานั้นมีไปตั้งแต่การยับยั้งการสร้างเม็ดสี การผลัดเซลล์ผิว หรือการใช้ร่วมกัน รักษาได้ 100% ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการสะสมของเม็ดสีเข้มใต้ผิงหนัง

รวมกับการหลีกเลี่ยงแสงแดดในชีวิตประจำวัน สำหรับสาเหตุที่เกิดจากกกรมพันธุ์ อาจจะเป้นเรื่องที่น่าเสียดายซึ่งเป็นสาเหตุเดียว ที่รักษาไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของยีนที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

วิธีลดและรักษาจุดด่างดำ

1.กรดผลไม้ผลัดเซลล์ เผยผิวใหม่ : อาจจะใช้กรดผลไม้จากธรรมชาติมาทำทรีทเมนทื เช่น กรดผลไม้จากมะนาว หรือใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ ทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกที่มีจุดด่างดำค่อยๆผลัดเซลล์ผิวออกให้จุดด่างดำดูจางลง ผิวดูกระจ่างขึ้น

2.ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมการยับยั้งการสร้่งเม็ดสี หรือสาร Anti Oxidant : ได้แก่ Vit C,Arbutin,Kojic Acid,Licorice Extract,Azelaic Acid ครีมบำรุงเหล่านี้จะทำให้จุดด่างดำดูจางลง สีผิวจะดูผ่องขึ้น เนื่องจากไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินสีเข้ม

3.ฉายแสง LED สีเขียว และสีเหลือง : ทำให้เม็ดสีเมลานินมีสีที่อ่อนลง จุดด่างดำจะจางลง

4.การตั้งครรภ์หรือ การใช้ยาคุมกำเนิด : ยาคุมกเนิด ควรใช้อย่างระมัดระวัง หรือแม้แต่ยาบางประเภทก่อนใช้ควร ศึกษาข้อมูลอย่างดี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และทำให้จุดด่งดำขนาดใหญ่หรือเป้นฝ้าได้ อาจจะหายไปเองหลังคลอด หรือ หยุดรับประทานยาทุกชนิดที่ทำให้เกิดฝ้า

ยาคุม

5.ทานอาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ :ได้แก่ การรับประทานวิตมินวี เพราะเวลาร่างกายเกิดอนุมูลอิสระ อาจจะทำให้เกิดความเครียด พอเครียดก็จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีให้เข้มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จุดด่างดำที่มีอาจจเห้นชัดขึ้นด้วย ฝ้า กระเข้มขึ้น การรับประทานวตามินซี ก็อาจจะจำให้ฝ้าเจือจางลงได้

6.การยิงแสง IPL: ความเข้มของแสง IPL ที่ถูกตั้งค่าอย่างถูกต้อง พอเหมาะ จะทำให็เห็นผลดีกับจุดด่างดำที่เกิดขึ้นใหม่ และควรทำโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อป้องกันการไหม้ ส่วนคนผิวสีเข้มควรศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน

การรักษาจุดด่างดำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น หากมีตัวยาสำหรับแต้มจุดด่างดำโดยเฉพาะ ครีมลดจุดด่างดำที่สำคัญก่อนออกจากบ้านอย่าลืมทาครีมกันแดดเป็นอันขาดอยากมีผิวหน้าที่สวย เนียนใส ไร้รอยดำ หมั่นเอาใจใส่ผิวกันนะคะ ก่อนที่รอยดำจะมาเยือนคุณอีกรอบ

รู้หรือไม่ว่า มะเชือเทศช่วยลดจุดด่างดำ
สูตร พอกหน้าลดรอยดำด้วยมะเขือเทศ ที่เห็นผลจริง
มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.) ในมะเขือเทศ จะมีสาร Curotenoid และวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุก จะมีสารlicopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย อีกทั้งน้ำมะเขือเทศสดนำมาพอกหน้าจะรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เด้งตึง หรืออาจฝานบางๆแปะลงบนผิวหน้าก็ได้

สรรพคุณ:

  1. สมานผิว
  2. ลดรอยเหี่ยวย่น
  3. ลดจุดด่างดำ

ส่วนผสม:

  1. มะเขือเทศ 1 ผล
  2. รำข้าวหรือ ข้างโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. นำมะเขือเทศไปปั่นบดให้ละเอียด
  2. กรองเอาแต่น้ำผสมรำข้าว หรือข้าวโอ๊ตคนให้เข้ากัน

วิธีใช้:

  1. ล้างหน้าให้สะาดเช็ดหน้าให้แห้ง
  2. พอกเนื้อมะเขือเทศปั่นบดทิ้งไว้นานเท่าที่จะมีเวลา แต่ควรพอกอย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  3. ในมะเขือเทศมีวิตามินเอมาก ซึ่งวิตามินจะละลายน้ำได้ดีในน้ำมัน
  4. การใช้รำข้าวหรือข้าวโอ๊ตเป็นส่วนผสม เพื่อจะได้พาวิตามินเอในมะเขือเทศเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีกว่าการฝานมะเขือเทศมาแปะหน้าเพียงอย่างเดียว
  5. สูตรนี้ใช้ได้ทั้งคนผิวแห้งและผิวมัน

 

ครีมกันแดดทาตัว

ครีมกันแดดทาตัว และประโยชน์ของครีมกันแดด

ช่วยปกป้องการทำลายเซลล์ผิวหนัง จากรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดด ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนัง และยังทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง

ในคนเอเชียโอกาสที่จะเกิดมะเร็วผิวหนังมีไม่มากนัก ดังนั้นการใช้ครีมกันแดด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน การเกิดจุดด่างดำบนผิวหนังมากกว่า

ประเภทของครีมกันแดด ครีมกันแดดมีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้คือ  

1. Chemical Sunscreen

เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ทำหน้าที่ปกป้องแสงแดด โดยการดูดซับรังสีแสงแดดเข้าไว้ในผิว ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพักสารเคมีเหล่านี้ก็เสื่อมสภาพ

นั่นคือสาเหตุที่เราจึงต้องทาครีมกันแดดทุกๆ 2-3 ชั่วโมง การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีปริมาณมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย

2. Physical Sunscreen

เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสาร ที่สามารถสะท้อนรังสี UVA และ UVB ออกไปจากผิวหนัง ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลระคายเคืองต่อผิวหนัง น้อยกว่าสารในกลุ่มแรก

แต่มีข้อด้อยคือ ครีมกันแดดประเภทนี้ไม่สามารถให้ SPF ที่สูงๆ ได้ และเมื่อทาบนผิวหนังแล้ว หน้าจะดูขาวมาก เนื่องจากสารจะเคลือบบนผิวหนังชั้นบน เพื่อรอแสงกระทบ จึงมีการดูดซึมสู่ผิวน้อย

3. แบบผสม Chemical-Physical Sunscreen  

เป็นการเสริมข้อดี ลดข้อด้อยในแต่ละส่วน นั่นคือ ลดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จากสารประเภทสารเคมี และลดความขาวเมื่อทาครีม และเสริมประสิทธิภาพ ในการป้องกันแสงแดดร่วมกันส่วนผสมในครีมกันแดด

สามารถแบ่งตามสารออกฤทธิ์ได้ดังนี้   

  1. สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Sulisobenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxoryl sx
  2.  สารออกฤทธิ์กลุ่มสารเคมีที่ปัองกัน UVB ได้แก่ Aminobenzoic acid (PABA), Homosalate, Cinoxate, Octyl methoxycinnamate, Octyl salicylate, Padimate O, Phenylbenzimidazole sulfonic acid, Trolamine salicylate, Methyl anthralinate
  3. สารออกฤทธิ์กลุ่ม Physical เป็นสารกันแดดที่สะท้อนแสงที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ได้แก่ Titanium dioxide, Zinc Oxide

ครีมกันแดดทาตัว กับวิธีเลือกซื้อ

ในแสงแดดมีรังสีอยู่หลายชนิด ที่รู้จักกันดีก็คือ อุลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งรังสีนี้จะถูกดูดซับโดยชั้นโอโซน มีแค่ UVAและ UVB ที่ลงมาถึงพื้นโลก

ซึ่งรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้มีผลต่อผิวหนังโดยเฉพาะ UVA มีผลทำให้เกิด กระ ฝ้า เหี่ยว แก่ก่อนวัย UVB มีผลทำให้เกิดการ แดง แสบ ไหม้ ของผิวหนัง และรังสีทั้ง 2 ชนิดนี้ยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายโปรตีนพันธุกรรมทำให้เกิดเนื้องอกผิวหนังได้

1. SPF (Sun Protective Factor) ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ป้องกัน UVB ได้กี่เท่าส่วน UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน ปัจจุบันนิยมใช้ PA และเครื่องหมาย + ปกติคนไทยมีผิวคล้ำซึ่งเม็ดสีสามารถป้องกัน UVB ได้บ้างแล้ว ดังนั้น SPF มากกว่า 15 และ PA++ ขึ้นไป ก็เพียงพอ

2. ดูที่กิจกรรม ถ้าออกกำลังกลางแจ้ง มีเหงื่อ ว่ายน้ำ ทำงานกลางแดด ต้องใช้ SPF ที่สูงขึ้นและเลือกประเภทที่กันน้ำได้ (Water Proof หรือ Water Resistance)

3. ปริมาณ ควรใช้ปริมานที่ไม่น้อยเกินไป เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยากันทำให้ลดคุณภาพลงไป

4. จำนวนครั้งที่ทาต่อวัน ก็สำคัญ ถ้าอยู่ในออฟฟิศ ห้องแอร์ วันละครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องทำงานกลางแดด โดนลม อาจจะทาเติม ถ้าว่ายน้ำต้องทาทุก 2-3 ชั่วโมง

5. ทาแล้วก็ต้องเลี่ยงแดดด้วย ใส่แว่น ใส่หมวก เนื่องจากครีมกันแดดไม่ได้กันได้ 100 %

6. ยี่ห้อ ราคา ไม่สำคัญ ขอให้มีคุณสมบัติครบ ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง เช่น คัน ผื่น

7. อาหาร อย่าลืมทานอาหารที่มีความสามารถ กำจัดอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน เกลือแร่ ในผักทุกชนิด และผลไม้ด้วย

  ครีมกันแดดทาตัว กับวิธีเลือกใช้

สำหรับคนเอเชีย เช่น คนไทย ซึ่งไม่นิยมผิวคล้ำ และการอาบแดด การป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ในช่วงเวลา 9.00-15.00 น

สวมเสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด แว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง หรือกางร่มเสมอ แต่ในกรณีที่ทำงาน หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง, เด็ก หรือการท่องเที่ยวทางน้ำ มีความจำเป็นต้องใช้ยากันแดด ควรเลือกดังนี้

1. ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาที ก่อนอยู่กลางแดด และอาจทาซ้ำทุก 15 นาที หลังจากทาครั้งแรก หรือทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำ หรืออยู่กลางแดดจัด

เนื่องจากการทาครีมกันแดดทาตัวซ้ำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกันแดด ได้อีก 2-3 เท่า เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักทายากันแดดในปริมาณน้อยกว่าที่ควร

2. มีสารเคมีที่กัน UVA ได้ดีอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น Oxybenzone + TiO2 หรือ Parsol 1789 + ZnO เป็นต้น

3. กันน้ำได้ ( water resistance, หรือ water proof)

4. มีการทดลองว่า ไม่สลายจากแสง (photo stable)

การเลือกใช้ครีมกันแดด

1. สามารถป้องกันรังสีทั้ง UVA และ UVB สาร กันแดดชนิดที่ดูดซึมแสง จะใสไม่มีสี เมื่อทาแล้วจะมองไม่เห็น แต่ถ้าเป็นชนิดสะท้อนแสง เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นปื้นหนา

จึงไม่เป็นที่นิยมใช้กัน แต่คนที่แพ้แสงแดดมาก จำเป็นจะต้องใช้สารกันแดดที่มีสารสะท้อนแสงด้วย เพื่อลดปริมาณ รังสีอุลตร้าไวโอเลตที่ผิวหนัง

2. ต้องติดผิวหนังได้ดี  ไม่เป็นสารที่ระเหยและไม่ควรละลายน้ำ (Water proof) หรือ ทนต่อการชะล้างของน้ำหรือเหงื่อได้ดี ควรทายากันแดดอย่างน้อย 1 ชม. ก่อนถูกแดดจึงจะได้ผลดีที่สุด

3. เหมาะสมกับผิว “ครีมกันแดดทาตัว” หรือสารกันแดดมีหลายชนิด เช่น ครีม โลชั่น เจล บางชนิดมีส่วนผสมของแอลอกฮอล์ (Alcohol) คน ที่มีผิวค่อนข้างมันหรือเป็นสิว

ควรเลือกใช้ ครีมกันแดดทาตัว ที่เป็นโลชั่นหรือเจล มากกว่าครีม เพราะจะไม่เหนียวเหนอะหนะ ส่วนคนที่ผิวแห้งควรใช้ครีมกันแดด จะเหมาะกว่าเพราะครีมจะมีส่วนที่เป็นน้ำมัน

ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นด้วย และไม่ควรใช้สารกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น ได้

4.ไม่เป็นพิษ  ไม่ระคายเคือง หรือเกิดอาการแพ้ สารกันแดดที่มีสารจำพวก PABAมีโอกาสแพ้ได้มากกว่า กลุ่ม non-PABA สารที่ปะปนมากับสารกันแดด

อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น สี ,น้ำหอม ,Mineral oil ,Petrolatum ,Isopropyl esters ,Lanolin derivertives ,Waxes ,Thickerners ก่อนใช้สารกันแดด ควรทดลองใช้บางบริเวณก่อน เช่น บริเวณ ใต้ท้องแขน ใต้คาง เป็นต้น

สารกันแดดแสงแดดกับผิวหนังเป็นของคู่กัน ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มร่างกาย เป็นปราการด่านแรกที่ต้องเจอกับแสงแดด  ในแสงแดดมีรังสีอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet ray)

ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ มากมาย ทั้งที่เป็นผลดีและที่เป็นผลเสียกับผิวหนัง ถ้าได้รับแสงแดดจัดมากอาจเกิดอาการแดง (Erythrema) หรือเกิดอาการที่เรียกว่า ถูกแดดเผา (Sunburn)

ซึ่งเป็นการทำงายเซลล์หนังกำพร้าชั่วคราว แต่หากถูกแสงแดดเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ผิวหนังหนา หยาบกร้านมากขึ้นและทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำ (Tanning)ขึ้นได้

body sunscreen

เนื่องจากการที่แสงแดดกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีที่ผิวหนังให้สร้างเม็ดสี (Melanin pigment)เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้รังสีอุลตร้าไวโอเลต อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้

โดยเฉพาะในคนผิวขาวจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนผิวดำ เนื่องจากคนผิวดำจะมีผิวหนังหนาและมี เมลานินมากกว่า จึงทำให้ป้องกันรังสีจากแสงแดด ได้มากกว่า

ดังนั้นจึงควรปกป้องผิว จากแสงแดดให้มากที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการตากแดด หรือ สวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด ในปัจจุบันได้มีการผลิตสารที่ช่วยป้องกัน รังสีอุลตราไวโอเลต ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์กัน แดด ใช้ทาผิวหนังเพื่อป้องกัน รังสีอุลตราไวโอเลต ได้

ประเภทของสารกันแดด  แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. กลุ่มสะท้อนแสง (Protection by Reflection) สารในกลุ่มนี้เป็นสารกันแดดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง (Physical barrier) ป้องกันไม่ให้รังสี (UV)ผ่านผิวหนังได้

สารเหล่านี้ได้แก่ Titanium dioxide ,Zinc oxide ,Magnesium carbonate ,Calcium carbonate ,Iron oxide ,Magnesium oxide เป็นต้น

เนื่องจากสารกลุ่มนี้เป็นสารทีมีสีทึบและมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสีทุกชนิด (ตั้งแต่ช่วงคลื่น 290 –760 nm.)เมื่อรังสีอุลตร้าไวโอเลตตกกระทบจะถูกสะท้อนออกหมด ดังนั้นจึงสามารถใช้เป็นสารป้องกันแดดเผาได้

2. กลุ่มดูดซับแสง (Protection by Absorption) สารประเภทนี้จะสามารถดูดกลืนรังสี อุลตร้าไวโอเลตไว้ได้ บางชนิดดูดกลืนได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่บางชนิดสามารถดูดกลืนได้ทั้ง UVA และ UVB

  • Suntanning agents เป็นสารกันแดดที่สามารถดูดกลืนรังสี UVBได้ประมาณ 85%และสามารถปล่อยรังสี UVA ผ่านผิวหนังได้ จึงทำให้ผิวเป็นสีแทน จึงใช้ทาเพื่อเปลี่ยนสีผิวเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นยาทากันแดด
  • Sunburn preventive agents เป็นสารกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการดูดกลืนรังสี UVBได้ประมาณ 95%หรือมากกว่า

สารทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจจะเป็นสารคนละตัวหรือสารตัวเดียวกันก็ได้ ถ้าเป้นสารตัวเดียวกันที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB มักจะใช้ความเข้มข้นสูงเพื่อใช้เป็น Sunburn preventive agents แต่หากใช้ในความเข้มข้นต่ำจะกลายเป็น Suntanning agents ได้

  • Opaque sunblock agentsเป็นสารกันแดดที่ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง เนื่องจากเป็นสารที่ทึบแสง รังสีทุกชนิดที่มากระทบจะถูกสะท้อนออกหมด จึงเป็นได้ทั้ง Sunburn preventive agents และ Suntanning agents ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนั้น

วิธีรักษาสิว

วิธีรักษาสิวให้หายแบบเร็วทันใจ

วิธีรักษาสิว

เรื่องสิว สิว นับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน ทั้งสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ สิวหัวช้าง มี ทั้งสิวเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่ ที่มักขึ้นมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะบริเวณของ ใบหน้า แล้วก็ลามมาคอ และหลัง จนอาจทำให้เกิดแผลเป็น

และแผลอักเสบได้ แต่ต่อไปนี้ คุณไม่ต้อง กังวลใจกับปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะเรามีวิธีรักษาสิว และวิธีป้องกันการเกิดสิวมาฝากค่ะ เป็นมีวิธีดูแล รักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนและหลังเป็นสิวมาแนะนำกันค่ะ

วิธีการรักษาสิวแบบเร่งด่วน

แต่เมื่อมีความจำเป็นที่คุณต้องการกำจัดสิวให้หายไปในเพียงชั่วข้ามคืน ลองใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อการกำจัดสิวได้อย่างรวดเร็ว

  • ยาสีฟัน

วิธีการรักษาสิว ด้วยยาสีฟัน คือ ยาสีฟันจะมีสารไทรโคลซาน (triclosan) มีคุณสมบัติ เป็นสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของสิว โดยเริ่มจากล้างหน้าก่อนนอน และเช็ดให้แห้ง จากนั้น ใช้ยาสีฟันสีขาวแต้มที่สิว ทิ้งไว้ 30 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

และที่สำคัญตัวยาสีฟันควรใช้แบบครีม ไม่ควรใช้เป็นแบบเจลยาสีฟัน เพราะมักจะมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ผิวของคุณระคายเคืองได้

  • แพ็คน้ำแข็ง

โดยนำก้อนน้ำแข็ง ไปห่อในผ้าขนหนูนุ่ม แล้วนำไปวาง บนสิวของคุณ มันจะช่วยลด การอักเสบบวม และอาการคันได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยง การใช้น้ำแข็ง ในบริเวณอื่นๆของใบหน้า ที่ไม่ได้เป็นสิว เพราะมันจะทำให้ผิวแห้ง

  • น้ำมะนาว

ใช้น้ำมะนาว แต้มที่สิวก่อนเข้านอน ในน้ำมะนาวประกอบด้วย วิตามินซี ซึ่งทำหน้าที่เป็นยาสมานแผล มันมีประสิทธิภาพ ช่วยในการทำให้สิวของคุณแห้ง

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาวยังเป็นการทำดีท็อกซ์จะช่วยขจัดสารพิษที่สะสมในร่างกายด้วย นะค่ะ

  • เบรคกิ้งโซดา

เบรคกิ้งโซดา ก็คือ ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตนั่นเอง ที่จะช่วยควบคุมระดับ pH ของผิว คุณสามารถใช้ผงฟู เพื่อผลัดผิวหน้าของคุณ โดยการนำผงฟูผสมกับน้ำ จากนั้นนำไปแต้มสิว บริเวณที่ติดเชื้อเท่านั้น

และตรวจสอบ ให้แน่ใจว่า คุณไม่ได้ทิ้งไว้นานเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณมีผิวที่บอบบาง แล้วนั้นผงฟูซึ่งมีคุณสมบัติ ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวได้ด้วย

  • ใช้อบเชยผสมน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง เป็นยาประจำบ้านที่ดี ในการรักษาสิว มันช่วยให้ผิวของคุณ สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ น้ำผึ้งยังมีสารอาหาร ที่จำเป็นและช่วย ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุ ของสิว โดยเรานำน้ำผึ้ง แต้มที่สิวที่มีการติดเชื้อ และทิ้งไว้ 10 นาที

แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรืออีกวิธีคือ นำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หากกลัวเปื้อนที่นอน สามารถใช้ผ้าบางๆรองไว้บนหมอน

  • มากส์หน้าด้วยไข่ขาว

เป็น วิธีรักษาสิว ที่เห็นผลดีมาก เริ่มจากการล้างหน้า และเช็ดหน้าของคุณให้สะอาด จากนั้นตอกไข่ และแยกไข่แดงออก เพื่อแยกเอาเฉพาะไข่ขาว จากนั้นทาไข่ขาวบาง ๆ บนใบหน้าที่สะอาด และปล่อยให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างว่า ผิวของคุณกระชับขึ้น

รักษาสิว

เคล็ดลับอื่น ๆ เกี่ยวกับ “วิธีการรักษาสิว” ที่คุณไม่ควรมองข้าม

1.หยุดเอามือสัมผัสหน้า

หรือเท้าคางเวลาคิด เพราะมือของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้สิวเห่อได้

2.สวมเสื้อผ้าที่สะอาด

ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน สิ่งเหล่านี้หากไม่ทำความสะอาดก็จะหมักหมม เป็นสาเหตุแห่งเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรืย จึงอาจทำให้เกิดสิวได้

3.ล้างหน้าให้สะอาด ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง

ด้วยสบู่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู จำไว้ว่า ไม่ควรล้างหน้าบ่อยๆ เพราะจะทำให้ ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่น โดยไม่ได้ช่วยป้องกันสิวแต่อย่างใด

4.ออกกำลังกาย และกินอาหาร

เพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี มีออกซิเจน ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เต็มที่ และจะช่วยให้คุณ มีผิวที่สวยงามขึ้นด้วย ควรให้เวลาที่เพียงพอ สำหรับการออกกำลังกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

5.กินเพื่อสุขภาพ

การดูแลรักษาสุขภาพ จะช่วยให้คุณ มีผิวที่สวยงามขี้น ควรรับประทานผัก และผลไม้ จำพวกถั่ว และเมล็ดธัญพืช ในอาหารประจำวันของคุณ เพราะประกอบไปด้วย แร่ธาตุและวิตามินมากมาย ที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ของคุณให้สวยเปล่งปลั่ง

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะขณะที่นอนหลับ เซลล์ผิวหนัง จะฟื้นฟูสภาพตัวเอง ที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ลองเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง หน้าตาจะสดใสขึ้นอย่างแน่นอน

7.จัดการกับความเครียด

สาเหตุของการเป็นสิว ที่พบบ่อยคือ ความเครียด ดังนั้นควรหาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้ การไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงาน ของเม็ดเลือดขาว ในร่างกายดีขึ้น

8.ทำดีท็อกซ์

การเป็นสิว ย่อมแสดงว่า ร่างกายในช่วงนั้น มีท็อกซิน หรือพิษสะสมในร่างกาย การทำดีท็อกซ์ จะช่วยขจัดสารพิษ ในร่างกายได้

 9.ปรึกษาแพทย์

ในบางกรณี การเกิดสิวอาจจะรุนแรง หากใช้วิธีรักษาสิวด้วยตนเอง แล้วพบว่า อาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากขึ้น ทางออกที่ดีที่สุด คือไปพบแพทย์ทันที การรักษาอื่น ๆ อาจมีความจำเป็น เพื่อรักษาสิวบนใบหน้าของคุณ

เห็นไหมล่ะค่ะว่า วิธีรักษาสิวและป้องกันการเกิดสิว ไม่ได้ยุ่งยากเลย เป็นเพียงการสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีเบื้องต้นในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำ วันแบบง่ายๆ เท่านั้นเอง ที่เราสามารถทำได้ทันที และเมื่อเราทำตามคำแนะนำนี้ อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ใบหน้า และผิวพรรณสวยเนียน ดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายของเรา แข็งแรงขึ้นอีกด้วย ที่เป็นการดูแลตนเอง และแก้ปัญหาสิว ที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

วิธีลดสิว

วิธีลดสิว และป้องกันสิวไม่ให้เกิดซ้ำ

“สิว” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น บนผิวหนัง บริเวณที่มีต่อมไขมัน มากได้แก่ใบหน้า แผ่นหลัง และหน้าอก สิวเกิดจากภาวะ ที่เซลล์รูขุมขน ถูกอุดตันจากสิ่งแปลกปลอม เช่น ถูกอุดตันจากไขมัน จากสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง

วิธีลดสิว

นอกจากนี้ ฮอร์โมนเพศ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โดยเฉพาะในวัยรุ่นฮอร์โมนเพศมีฤทธิ์ กระตุ้นให้ต่อมไขมัน ขับไขมันส่วนเกินออกมา จนเกิดการอุดตันเกิดขึ้น สิวบนใบหน้า สร้างความหงุดหงิด รำคาญใจ

ยิ่งจิตใจกังวล จะยิ่งทำให้สิวกำเริบหนักขึ้น อีกทั้งการดูแล และปฏิบัติไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้สิวกลายเป็นปัญหา ใหญ่ลุกลาม จนสูญเสียความงาม บนใบหน้า ทำให้หลายคนเสียความมั่นใจในการพบปะผู้คน

คำแนะนำสำหรับ วิธีลดสิว  และ ป้องกันไม่ให้เกิดสิว

  1.  หลีกเลี่ยงอาหาร ที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมัน
  2.  กรณีผิวหน้ามัน ควรซับมันออกจากผิวหน้าด้วยกระดาษซับ
  3.  ควรสระผมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ผมมัน และลงมาปรกตามใบหน้า พร้อมทั้งหลีกเลี่ยง การใช้น้ำมันใส่ผมหรือโฟมแต่งผม
  4.  อย่าใช้มือที่สกปรกสัมผัสใบหน้า
  5. ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าอย่างอ่อน (gentle cleanser) ที่ไม่มีฟอง อย่าใช้สบู่ล้างหน้า เพราะความเป็นด่าง ของสบู่ระคายผิว และก่อให้เกิดสิว
  6. ควรล้างหน้า เพียงวันละ 2-3 ครั้ง ดูความจำเป็น ตามลักษณะผิวหรือ ตามสภาพแวดล้อม การล้างหน้ามากเกินไป หรือบ่อยๆ จะทำให้ต่อมไขมัน ทำงานมากขึ้น เพื่อผลิตไขมันมากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน ของไขมันกลายเป็นสิวได้
  7. หลีกเลี่ยงสาเหตุ ที่ทำให้เกิดสิว เช่น เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดด ที่เพิ่มความมันบนใบหน้า
  8. หากมีความจำ เป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น ควรเลือกใช้เครื่องสำอาง ที่ปราศจากน้ำมัน (oil free) หรือโลชั่นที่ระบุว่า ไม่ก่อให้เกิดสิว (non-acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (non-comedongenic)
  9.  พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอนหรือนอนดึก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป เพราะความเครียด จะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน หลั่งไขมันออกมามากขึ้น
  10. อย่าให้เกิดอาการท้องผูก เพราะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหาร ที่คั่งค้างอยู่ในท้องเป็น ของเสียที่ร่างกาย ไม่ต้องการ ทำให้เกิดปฏิกิริยา ที่ทำให้เกิดสิวได้

คำแนะนำ สำหรับผู้ที่เป็นสิว

  • อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง และเกิดแผลเป็น
  • ในกรณีที่เป็นสิว หัวหนองขนาดใหญ่ หรือมีอาการอักเสบมาก ควรพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง จะได้ไม่เกิดแผลเป็น

วิธีลดสิว ด้วยวิธีธรรมชาติ

ปกติแล้ว เวลาคนเราเป็นสิว  จะมีพฤติกรรมหลักๆอยู่ 2 แบบ แบบแรก จะรู้สึกร้อนใจ กลัวหน้าไม่ใส รีบวิ่งไปหาหมอทันที เพื่อให้หมอสั่งยามาให้ สำหรับรักษาสิว ไม่ว่าจะเป็นยาทา ยาทาน หรือฉีดยา

และคนอีกแบบคือ คนประเภทที่เวลาเป็นสิว สิวขึ้นแล้วเฉยๆ ชอบที่จะอยู่นิ่งๆรอให้หายไปเอง ส่วนใหญ่คนแบบที่สอง หน้าจะไม่ใส เพราะไม่ค่อยดูแลตนเองเท่าไรนัก และมักจะลงเอยด้วยการไปหาหมออยู่ดี

เนื่องจากสิว ที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ รับรักษาค่อยๆลุกลาม ติดเชื้อทำให้เกิด การอักเสบ พอเป็นมากๆเข้าก็ต้องไปหาครีม ทาสิวมาทา หรือไม่ก็ไปคลินิครักษาสิว คนที่มีลักษณะแบบที่สอง หรือคนที่ไม่ชอบไปหาหมอ

เพราะคิดว่ายุ่งยาก เสียเวลา ไม่ชอบออกจากบ้าน เปลืองค่ารักษา ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันมีวิธีรักษาสิว แบบธรรมชาติอยู่ค่ะ ทีนี้ก็ไม่ต้องไปหาหมอ เพราะเราจะไม่ปล่อยให้สิวที่เราเป็นนั้นเกิดลุกลาม และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ให้คลินิคฟรีๆให้คลินิคอีกด้วย แต่จะเวิร์คเท่ากับการ ไปหาหมอหรือไม่ ก็ต้องลองดูกัน

 ” วิธีลดสิว “ ด้วยวิธีธรรมชาติ จะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิว คือเป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดสิวมากขึ้น หรือจากที่เป็นอยู่ ก็อาการน้อยลงไม่อักเสบ เป็นหนองมากขึ้น และจะเน้นไปที่การใช้พืชสมุนไพรในการรักษาสิว เริ่มกันเลยค่ะ

วิธีลดสิว แบบธรรมชาติ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ลดสิว

  • ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

บางครั้งอาจจะไม่ถึง แต่ที่สำคัญต้องห้าม ลืมดื่มตอนเช้า 1 แก้ว และก่อนนอน 1 แก้ว เพราะน้ำช่วย ในการทำให้ผิวยืดหยุ่น หลายคน คงเคยได้ยินว่า การที่ล้างหน้าบ่อยๆ หน้าแห้งเกินไป ทำให้สิวขึ้น ใบหน้าของคนเรา มีน้ำอยู่ต้องคอยเติมเข้าไป ให้พอดีตลอดเวลา

  • ไม่นอนดึก และอย่าอดนอน

การนอนดึก ก็คือการอดนอน หลายคนเข้าใจว่า จะนอนกี่โมงไม่สำคัญ ขอให้นอนครบ 8 ชั่วโมงก็พอ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด การวิจัยมัก จะบอกให้นอนแต่หัวค่ำ และตื่นเช้าๆ เพราะเค้ามี

การวิจัยกันมาแล้วว่า แต่ช่วงเวลา อวัยวะไหน จะทำงานได้ดีที่สุด การนอนหลังเที่ยงคืน ถึงแม้จะนอนครบชั่วโมง ก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะหลังเที่ยงคืน เส้นเลือดของเรา ได้ตีบได้ไปแล้ว

  • งดทานอาหารมันๆ

การทานอาหารมันๆ หรืออาหารที่มีน้ำมันเยอะ ทำให้น้ำมันบนใบหน้า เยอะขึ้นตามไปด้วย เป็นสาเหตุ ให้เกิดการอุดตัน ในรูขุมขนเกิดเป็นสิวเสี้ยน

  • หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน และล้างหน้าให้สะอาด

พยายามหลีกเลี่ยงมลพิษ หรือสถานที่ที่มีฝุ่นเยอะๆ เนื่องจากเป็นการเพิ่มโอกาส ติดเชื้อแบคทีเรีย บนใบหน้า พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดสิวผด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้

พอกลับบ้านมา ให้รีบทำความสะอาด ใบหน้าทันที แต่อย่าทำความสะอาดหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าอย่าง โฟมล้างหน้า เกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้หน้า แห้งเกินไป ทางที่ดีให้ใช้น้ำเปล่าล้างหน้า และซับให้แห้ง

  • รักษาความสะอาดของเครื่องนอน

ทำความสะอาดเครื่องนอน อย่างปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เป็นสิ่งที่เราสัมผัส กับผิวเราโดยตรงเป็นประจำทุกวัน และเป็นเวลานาน ดังนั้นเราต้องทำความสะอาดบ่อยๆค่ะ

  • การรักษาสิวแบบธรรมชาติ โดยใช้พืชสมุนไพร

1. การใช้น้ำมะนาว

นำมะนาวมาคั้นให้ได้น้ำมะนาว จากนั้นนำมาชุบสำลี หรือ Cottonbud เพื่อแต้มสิว วิธีนี้เชื่อว่าจะเห็นผลภายใน 2 อาทิตย์

2.การใช้โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง

ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาตินะ  โยเกิร์ตสดเลยยิ่งดี แต่หายากหน่อย  จากนั้นนำมาผสมกัน อย่างละครึ่งเลย แล้วนำมาพอกหน้า หรือแต้มสิว วิธีนี้พบว่า ทำให้หน้าดูขาว สว่างขึ้น และผิวหน้าชุ่มชื้น เห็นผลใน 1 สัปดาห์

3.น้ำมันมะกอกและมะนาว

นำทั้งสองอย่างมาผสมกันอย่างละเล็กน้อย  แล้วนำมาป้ายสิว  ไม่ต้องนานมาก  ประมาณ 2-5 นาทีแล้วล้างออก

เกร็ดความรู้

การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้แต่งหน้า และเป็นผดผื่น แต่ถ้าผิวหน้ามัน แต่งหน้า คงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ ล้างหน้าล้างสิ่งสกปรก ออกได้ดีและ ไม่ดึงไขมันออกมากจน เกินไป ค่า PH ประมาณ 5-7 ดีที่สุด

โดยรวมควรเป็น สบู่เหลวมากกว่าสบู่ก้อน แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์ไหน คงต้องพิจารณาฉลาก หรือสอบถามแพทย์เภสัชกร ส่วน ใหญ่มากกว่า 50 % ของคนไข้ที่มาพบแพทย์มักจะมาด้วยเรื่องสิว และมากกว่า 80% ของคนไข้เหล่านั้น

ก็จะอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาวและน้อยกว่า 5% จะพบหลังอายุ 35 ปี พอเริ่มเข้าวัยรุ่นฮอร์โมน จะกระตุ้นให้เกิดสิว เริ่มด้วยสิวอุดตันเปลี่ยน เป็นสิวอักเสบ และก็สิวหนอง และก็ทิ้งรอยดำกับแผล เป็นหลุม

แสงแดดแรงๆ สารเคมี ฝุ่นละออง และอากาศที่แห้ง ก็มีส่วนทำให้เกิดสิว ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจสาเหตุ และกระบวนการเกิดสิว คงจะสามารถป้องกัน การเกิดสิวรวมทั้งหลุมและรอยดำที่จะเกิดขึ้น

ไม่ต้องช้ำใจ ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลามากๆ ในการรักษารอยดำ และหลุม รวมทั้งไม่ต้องเสี่ยงกับ การรักษาสิวที่ไม่ถูกวิธี นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังอาจจะเพิ่มปัญหาอื่นๆ บนใบหน้าอีกด้วย

ครีมมาร์คหน้า

ครีมมาร์คหน้า มีกี่ประเภท ?

ครีมมาร์คหน้า

1.มาร์คแบบพอกหน้า แล้วล้างออก

สรรพคุณ : ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวกระชับ รูขุมขนเล็กลง จะเห็นผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาการของใบหน้า ว่าเป็นมากหรือน้อย และความสม่ำเสมอ ในการมาร์คหน้า

วิธีใช้ : ใช้หลังจากทำความสะอาดใบหน้าเสร็จแล้ว โดยเกลี่ยให้มาร์ค ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปากเอาไว้ ปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด ของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกใช้ แต่ถ้าจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรมาร์คทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

2.มาร์คแบบพอกไว้บนใบหน้า แล้วลอกออก

สรรพคุณ : เพิ่มความชุ่มชื่นระดับสูงสุด เข้าสู่ผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวแห้ง หยาบกร้าน และลดเลือนริ้วรอย

วิธีใช้ : ใช้หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้า หรือ ครีมจำพวกมอยเจอร์ไรเซอร์ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่า ครีมบำรุงผิว จะหลุดลอกออกมา ตามแผ่นมาร์ค เพราะหลังจากที่คุณ ทาครีมบำรุงผิวแล้ว ครีมก็ได้ซึมเข้าไปใต้ผิว

ขณะที่คุณนวดครีมเบาๆ บนหน้าแล้ว ดังนั้นสิ่งที่หลุดลอกออกมา จึงมีเพียงแต่ เซลล์ผิวที่ตาย หรือเสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น

โดยเริ่มจากการทามาร์คให้ทั่วใบหน้า เว้นบริเวณ รอบดวงตา คิ้ว และริมฝีปากเอาไว้ จากนั้นเกลี่ย บริเวณส่วนที่กว้างก่อน ได้แก่ บริเวณหน้าผาก และข้างแก้ม เป็นต้น เกลี่ยให้ทั่ว อย่างสม่ำเสมอ เรียบเนียนเท่าๆกัน ความหนา ไม่ควรบาง หรือหนาจนเกินไป

จากนั้น ทิ้งไว้ตามเวลาของผลิตภัณฑ์ ที่คุณเลือกใช้กำหนด จากนั้นลอกมาร์คออก โดยเริ่มลอกจากบริเวณหน้าผาก ลงมาก่อน ไม่ควรลอกย้อนรู้ขุมขน เพื่อเป็นการ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิว ค่อยๆ ลอกเบาๆ ไม่ควรดึงแรงจนเกินไป เพื่อเป็นการถนอมผิวหน้า

3.มาร์คแบบชนิดแผ่น (Sheet type)

สรรพคุณ : คืนความชุ่มชื่นสู่ผิว ช่วยซ่อมแซมผิว จำพวกริ้วรอย ดูแล พร้อมปรับการทำงานของผิว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือคืนความขาวใส และให้ใบหน้าที่ดูอ่อนเยวว์คืนสู่ผิวนั้นเอง ส่วนใหญ่มาร์คชนิดแผ่น จะได้ความรู้สึกเย็นๆ ผ่อนคลายในขณะที่มาร์ค

วิธีใช้ : ใช้หลังจาก การทำความสะอาดผิวหน้า โดยวางแผ่นมาร์ค ไว้บนใบหน้า ก่อนวาง ให้ใช้ครีมหนีบอันใหม่ ที่มีความสะอาด หนีบแผ่นมาร์ค แล้ววางลงบนใบหน้า เพื่อให้แผ่นมาร์ค มีความสะอาดที่สุด ก่อนจะนำไปสัมผัส กับใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ ตามเวลาของผลิตภัณฑ์ ที่คุณเลือกใช้กำหนด เสร็จแล้วลอกออก

การมาร์คแบบนี้ เป็นวิวัฒนาการใหม่ ที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ มาบำรุงผิวหน้า ในลักษณะของแผ่น ซึ่งใช้ง่าย พกพาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ราคาจะสูงกว่า มาร์คประเภทอื่น และ มาร์คแบบแผ่น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะส่วน หรือบางส่วนของใบหน้า

  • แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะรอบดวงตา

สรรพคุณ : เพิ่มความชุ่มชื่น ให้แก่บริเวณผิวดังกล่าว และช่วยลดเลือนริ้วรอย ชะลอการเหี่ยวย่น ของผิวหน้า เมื่อใช้เป็นประจำ สม่ำเสมอ

  • แผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะบริเวณจมูก

สรรพคุณ : ช่วยลอกสิ้วเสี้ยน และสิวอุดตันในรูขุมขน บริเวณจมูก ให้หลุดลอกออกได้ง่ายขึ้น

  • ผ่นมาร์คที่ใช้เฉพาะบริเวณรอบคาง

สรรพคุณ : ช่วยลดการระคายเคือง ลดการอักเสบของผิว หรือสาเหตุที่ทำให้ เกิดสิวอักเสบบริเวณรอบคาง ซึ่งเป็นบริเวณ ที่หลายคนกังวล และไม่อยากให้เกิดสิวอักเสบแผ่นมาร์ค

แผ่นมาร์คที่ใช้ทั่วใบหน้า

  • แผ่นมาร์คแบบแผ่นเดียว

สรรพคุณ : ช่วยบำรุงผิวทั่วใบหน้า ให้นุ่มชุ่มชื่น ดูสดใส เปล่งปลั่ง

  • แผ่นมาร์คที่แยกออกเป็น 2 ส่วน

ได้แก่ แผ่นมาร์คส่วนบน กับ แผ่นมาร์คส่วนล่าง บางครั้งต้องมาร์คให้แนบสนิทกับใบหน้า มากที่สุด จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จึงจำเป็นต้อง ผลิตแบบแยกสัดส่วน เพราะต้องการให้แนบกับร่องแก้ม บ้าง รอบจมูกบ้าง ให้ทุกส่วนแนบสนิทกับผิวมากที่สุด

สรรพคุณ : ช่วยบำรุงผิวหน้า ให้ชุ่มชื่นมากขึ้น รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าเนียนใสขึ้น

ชนิดของแผ่นมาร์ค

1.แผ่นมาร์ค cotton 100% : เป็นแผ่นมาร์คที่ให้ความบางเบา เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ง่าย เพราะทำจาก cotton จึงเป็นผลทำให้มีประสิทธิภาพ ในการซึมซาบส่วนผสมได้เป็นอย่างดี

และแนบสนิท เรียบเนียนไปกับผิว จึงทำให้ ได้รับการบำรุง ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

2.แผ่นมาร์คชนิด เจล : เป้นแผ่นมาร์คที่ผลิตจากวิตามิน และมีส่วนผสมจากสารสกัดจากพืช ซึ่งแผ่นมาร์คนี้จะเป็น เจล ทั้งแผ่น ทำให้รู้สึกเย็นสบายหน้า สามารถกักเก้บความชุ่มชื่น และส่วนผสมของการดูแลผิวได้เป้นอย่างดี

คำเตือน : หากระหว่างทำการมาร์คหน้า มีอาการระคายเคือง ให้หยุดมาร์คและรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที

ครีมมาร์คหน้า มีประโยชน์อย่างไร?

การมาร์คหน้ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยนำส่วนสมจากธรรมชาติมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการจัดเตรียม ส่วนประกอบให้เหมาะกับการรักษาและสภาพผิว ได้แก่ พืช ผัก ผลไม้ต่างๆ

ประโยชน์

  • การมาร์คนั้นเป็นวิธีการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก มากกว่าการล้างหน้า
  • เป็นทั้งการทำทรีตเมนท์บำรุงหน้า
  • ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยให้ผิวพักผ่อน
  • ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหน้า
  • ทำให้ผิวสามารถดูดซึมสารต่างๆได้อย่างเต็มที่

วิธีมาร์คหน้าที่ถูกต้อง

มาร์คหน้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้นุ่ม ชุ่มชื่น ขาว กระจ่างใส ดูมีชีวิต ชีวา หรือ ที่เรียกกันว่า ผิวเปล่งประกาย “ออร่า” นั้นเอง

ครีมมาร์คหน้า เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับผิวหน้า

1.ผิวมัน มีสิว สิวเสี้ยน ไขมันอุตตันในรูขุมขน

  • เลือกมาร์คที่มีส่วนผสม ของโคลนเบส ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้ผิวได้เป็นอย่างดี
  • ควรเน้นมาร์คที่มี การผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ
  • มีส่วนประกอบของ AHA หรือ BHA
  • หรือมีส่วนประกอบ จากพืชธรรมชาติ เช่น แตงกวา สารสกัดจากชา ชาเขียว รำข้าว เพราะมีคุณสมบัติ ในการแทรกตัวเข้าไปยับยั้ง ขับน้ำมันภายในเซลล์ผิว หรือ Sebum ที่ค้างอยู่บนรูขุมขน อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบ

2.ผิวแห้ง หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื่นมาร์คหน้าโคลน

  • เลือกมาร์คที่มีสารอาหารที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว
  • น้ำผึ้ง น้ำมัน หรืิ ออยล์
  • ว่านหางจระเข้ ใบบัวบก สาหร่าย เพื่อให้ชุ่มชื่นและ แน่นกระชับขึ้น

3.ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

  • เลือกมาร์คที่มีส่วนผสมของชาเขียว
  • คาโมมายล์
  • ใบบัวบก
  • วิซซ์ฮาเซล สาหร่าย

4.ผิวมีปัญา ฝ้า กระ จุดด่างดำ

  • ควรเลือกมาร์ค ที่มุ่งเน้นให้ผิวขาวใส
  • ช่วยลดเลือน ฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • มีส่วนผสมของ วิตามินซี เป็นหลัก เพื่อให้สีผิวขาวสม่ำเสมอ กลับมาเรียบเนียน อ่อนนุ่ม เปล่งประกาย

5.ผิวที่มี ริ้วรอย

  • เลือกมาร์ค ที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานให้เซลล์ผิวแข็งแรง
  • มีส่วนผสม ของคอลาเจน
  • มีสารบำรุง จำพวกเปบไทด์ ต่างๆ เพราะมีคุณสมบัติในการ แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ผิวลึก ได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพ ในการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวเรียบเนียน ไร้ริ้วรอยลึกและตื้น

การมาร์คหน้าที่ถูกต้องเหมาะสม จะมาร์คได้บ่อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของมาร์ค แต่อย่างน้องควรจะมาร์ค 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนมาร์คจำพวกให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ซึ่งสามารถมาร์คได้ทุกวัน ซึ่งเหมาะสำหรับ ” สภาพผิวแห้ง ผิวมีริ้วรอย และผิวบอบบาง แพ้ง่าย “

ส่วนมาร์คที่ช่วยในเรื่องการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้ขาว ลดความมัน บนใบหน้า ควรจะมาร์ค แค่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าในการมาร์คหน้าแต่ละครั้งนั้น ถ้าอย่างให้ได้ผลดี หรือเกิดประโยชน์ สูงสุด นั้นควรจะเลือกมาร์คให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา

ครีมมาร์คหน้า ที่เราแนะนำ เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ด้วยสูตรหน้าเด้ง ขาว แบบเร่งด่วน

White Mask : มาร์คสูตรพิเศษ พอกขาวใส แบบเร่งด่วน ช่วยให้หน้าขาว กระจ่างใส ลดรอยหมองคล้ำต่างๆบนใบหน้า กระชับและเด้งตึงขึ้น รักษาสิว ลดสิวอุดตัน รวมถึงผดผื่น บ่นใบหน้า เห็นผลถึงความแตกต่าง 100% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ปลอดภัย มี อย.

ส่วนประกอบสำคัญ :

  • น้ำนม
  • วิตามินซี
  • สารสกัดจากพืช

วิธีใช้ :

  • พอกหลังล้างหน้า ทิ้งไว้ ก่อนนอน
  • พอกอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์
  • หรือพอกได้ทุกวัน เพราะเป็นสูตรอ่อนโยน ยิ่งพอกนาน พอกบ่อย ยิ่งขาวออร่า